ผิวแตกลาย ถือเป็นหนึ่งในปัญหาผิวหนังที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้คนหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างรวดเร็ว เช่น ตั้งครรภ์ เพิ่มหรือลดน้ำหนักอย่างฉับพลัน หรืออยู่ในช่วงวัยรุ่น การเกิดรอยผิวแตกอาจไม่ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง แต่ส่งผลต่อความมั่นใจและคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ บริการของ The Signature Clinic พร้อมช่วยดูแลและแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสม โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง Potenza ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อช่วยลดเลือนรอยแตกลายอย่างตรงจุดและปลอดภัย
สรุปการรักษาผิวแตกลาย และวิธีดูแลผิวให้กลับมาเรียบเนียนอย่างปลอดภัย
- ผิวแตกลาย (Stretch Marks) เป็นรอยยาวบนผิวหนังที่เกิดจากการยืดหรือหดตัวของผิวอย่างรวดเร็ว ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนังฉีกขาด รอยแตกลายมีหลายลักษณะ เช่น รอยแดง (Striae Rubra), รอยขาว (Striae Alba), รอยจากการยืด หรือจากผิวฝ่อ รอยเหล่านี้อาจพบได้ตามหน้าท้อง สะโพก ต้นขา หรือขาหนีบแตกลาย
- สาเหตุผิวแตกลาย มักเกิดจากการเปลี่ยนน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว, การตั้งครรภ์, วัยเจริญเติบโต, พันธุกรรม หรือการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ซึ่งล้วนส่งผลให้ผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่น จนกลายเป็นรอยแตกลายลึกหากไม่ได้รับการดูแล
- ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดรอยผิวแตก ได้แก่:
- หญิงตั้งครรภ์: โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้าย
- วัยรุ่นในช่วงโตเร็ว: ทั้งเพศชายและหญิง
- ผู้ที่ลด/เพิ่มน้ำหนักเร็ว: ผิวไม่สามารถยืดหดตามได้ทัน
- ผู้ใช้ยาสเตียรอยด์: ทำให้ผิวบาง
- ผู้ที่มีกรรมพันธุ์ผิวลายเกิดจากคนในครอบครัว
- อาการของผิวแห้งแตกลายคันในช่วงแรกควรสังเกตไว้ เพราะหากปล่อยไว้อาจพัฒนาเป็นรอยแตกลายถาวร ซึ่งต้องอาศัยการรักษาผิวแตกลายในระยะยาว
- แนวทางการดูแลผิวแตกลายเบื้องต้น ได้แก่:
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เพื่อคงความชุ่มชื้นในชั้นผิว
- ทานอาหารที่มีวิตามิน A, E, C และโอเมก้า 3: เสริมการฟื้นฟูผิว
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
- หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนน้ำหนักตัวเร็วเกินไป
- ทาครีมหรือออยล์บำรุงผิว เช่น น้ำมันงา, ว่านหางจระเข้
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิว และหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้ผิวบาง
- หากรอยแตกลายลึกหรือเรื้อรัง การดูแลด้วยครีมอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้หัตถการทางการแพทย์เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างผิว เช่น:
- เลเซอร์ผิว (Fractional/Picosecond Laser): กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างตรงจุด
- Potenza RF Microneedling: ใช้คลื่นวิทยุร่วมกับเข็มไมโครขนาดเล็ก เพื่อซ่อมแซมรอยแตกลายลึกในระดับผิวชั้นใน
- ผู้ที่ทำการรักษาแล้วแต่ผลลัพธ์ไม่ดีขึ้น ควรกลับมาปรึกษาแพทย์เพื่อปรับแผน อาจเปลี่ยนเทคโนโลยีหรือเพิ่มระยะเวลาในการฟื้นฟู รวมถึงทบทวนพฤติกรรมหรือปัจจัยเสี่ยงที่ยังมีอยู่
- The Signature Clinic ให้บริการรักษาผิวแตกลายโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ ด้วยการประเมินแบบเฉพาะบุคคล และใช้เทคโนโลยีอย่าง Potenza ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและตอบโจทย์ปัญหาผิวของคุณในระยะยาว
“ผิวแตกลาย คืออะไร รักษาวิธีไหนให้ได้ผลดี”
ผิวแตกลาย คืออะไร?

ผิวแตกลาย (Stretch Marks) เป็นลักษณะของรอยยาวหรือรอยขีดที่ปรากฏบนผิวหนัง โดยมักเกิดจากการที่ผิวหนังถูกยืดออกอย่างรวดเร็วเกินกว่าระดับที่คอลลาเจนและอีลาสตินจะปรับตัวได้ทัน ส่งผลให้ชั้นผิวบางส่วนฉีกขาดและทิ้งร่องรอยไว้บนผิว ลักษณะของรอยผิวแตกจะเริ่มต้นด้วยสีชมพู ม่วง หรือแดง แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวเมื่อเวลาผ่านไป ปัญหานี้สามารถเกิดได้กับหลายบริเวณ เช่น หน้าท้อง สะโพก ต้นขา หรือแม้แต่บริเวณขาหนีบแตกลาย จึงควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการลุกลาม
อาการของผิวแตกลาย
ในระยะแรกของการเกิดผิวแตกลาย ผู้ที่ประสบปัญหาอาจสังเกตเห็นรอยยาวบนผิวที่มีสีแตกต่างจากผิวโดยรอบ อาจมีอาการคันหรือรู้สึกแสบผิวร่วมด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่รอยเริ่มปรากฏใหม่ ๆ ผิวหนังบริเวณดังกล่าวอาจบางลงหรือมีลักษณะหยาบกร้าน เมื่อเวลาผ่านไป รอยเหล่านี้จะจางลงและเปลี่ยนเป็นสีขาวหรือสีซีด แต่ยังคงสังเกตเห็นได้ชัดเจนในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ที่มีรอยแตกลายลึก ซึ่งอาจต้องอาศัยการดูแลเพิ่มเติมเพื่อปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น
ประเภทของผิวแตกลาย

รอยแตกลายสามารถจำแนกออกได้หลายชนิด ขึ้นอยู่กับลักษณะ สี และสาเหตุของการเกิดรอย การทำความเข้าใจชนิดของผิวแตกลายจะช่วยให้เลือกวิธีการรักษาได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
รอยแตกลายแดง (Striae Rubra)
รอยแตกลายชนิดนี้เป็นระยะเริ่มต้นที่มีสีแดงหรือม่วง เนื่องจากเส้นเลือดใต้ผิวหนังยังคงสามารถมองเห็นได้ รอยแดงมักมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่ารอยแตกลายที่พัฒนาเข้าสู่ระยะเรื้อรัง
รอยแตกลายขาว (Striae Alba)
เมื่อเวลาผ่านไป รอยแตกลายแดงจะเปลี่ยนเป็นสีขาวหรือสีซีด แสดงถึงการที่เส้นเลือดใต้ผิวหนังค่อย ๆ หดตัว รอยในระยะนี้มักมีความลึกและรักษายากกว่าเนื่องจากโครงสร้างผิวได้รับความเสียหายถาวรในระดับหนึ่ง
รอยแตกลายจากการยืด (Striae Distensae)
พบได้บ่อยในผู้ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเร็ว ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้ออย่างหนัก ผิวหนังจะถูกยืดออกจนเกิดการแตกลาย โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง สะโพก และต้นแขน
ผิวแตกลายจากการหดและฝ่อ (Striae Atrophicans)
รอยลายประเภทนี้มักพบในผู้ที่ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือในโรคที่เกี่ยวข้องกับการฝ่อลีบของเนื้อเยื่อใต้ผิว ทำให้ผิวบางลงและเกิดร่องลึกเห็นได้ชัด
ผิวแตกลาย ควรไปพบแพทย์หรือไม่?
ในบางกรณี ผิวแตกลายอาจเป็นมากกว่าปัญหาด้านความงาม หากรอยลายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรง หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เช่น:
- หากรอยแตกลายเกิดขึ้นเร็วโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน อาจเกี่ยวข้องกับภาวะทางฮอร์โมน
- เมื่อรอยแตกลายลึกหรือมีอาการเจ็บร่วมด้วย
- หากมีผิวแห้งแตกลายคันร่วมกับการลอกเป็นขุย
- กรณีมีประวัติใช้ยาสเตียรอยด์ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับต่อมไร้ท่อ
- เมื่อผิวแตกลายส่งผลต่อคุณภาพชีวิตหรือความมั่นใจ
ผิวแตกลาย มีสาเหตุเกิดจากอะไร?
สาเหตุผิวแตกลาย ส่วนใหญ่มาจากการที่ผิวหนังถูกยืดหรือหดตัวอย่างรวดเร็ว จนทำให้โครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินเสียหาย ส่งผลให้เกิดรอยแตกในชั้นผิวหนัง ปัจจัยสำคัญมักเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ การเพิ่มหรือลดน้ำหนักในระยะสั้น การเจริญเติบโตในวัยรุ่น การใช้ยาสเตียรอยด์ หรือภาวะที่ฮอร์โมนไม่สมดุล โดยเฉพาะในโรคของต่อมหมวกไต ความเข้าใจถึงสาเหตุเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวางแผนรักษาและป้องกันรอยผิวแตกในอนาคต
ปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง ที่ทำให้เกิดผิวแตกลาย
แม้ผิวแตกลายจะเกิดขึ้นจากการยืดหรือหดตัวของผิวหนัง แต่ก็มีหลายปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดรอยแตกลายได้ง่ายขึ้น การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้สามารถวางแผนดูแลและป้องกันผิวได้ตรงจุดมากขึ้น โดยปัจจัยสำคัญมีดังนี้:
- การตั้งครรภ์ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่หน้าท้องขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง สะโพก หรือเต้านมจึงมีโอกาสแตกลายได้สูง
- การเจริญเติบโตในช่วงวัยรุ่น วัยรุ่นมักประสบปัญหา “รอยผิวแตก” บริเวณต้นขา หลัง หรือสะโพก จากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและฮอร์โมนที่รวดเร็ว
- การเพิ่มหรือลดน้ำหนักรวดเร็ว การเปลี่ยนน้ำหนักตัวอย่างฉับพลันส่งผลให้ผิวหนังยืดหรือหดเร็วเกินไป ทำให้โครงสร้างผิวเสียหายและเกิดรอยแตกลายตามมา
- การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ส่งผลให้ผิวบางลงและอ่อนแอ เกิดรอยลึกได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาทาภายนอกหรือรับประทานโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
- พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเคยมีรอยแตกลาย มีแนวโน้มจะเกิดปัญหานี้ได้มากกว่าคนทั่วไป
วิธีการตรวจวินิจฉัยผิวแตกลาย
แม้ผิวแตกลายจะมีลักษณะที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า แต่การประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์ผิวหนังจะช่วยแยกแยะประเภทของรอยแตกลาย พร้อมพิจารณาปัจจัยร่วมอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง ดังนี้:
- การซักประวัติทางการแพทย์ เพื่อประเมินว่ารอยแตกลายเกิดจากการตั้งครรภ์ การใช้ยา หรือปัญหาสุขภาพอื่น เช่น ความผิดปกติของฮอร์โมน
- การตรวจสภาพผิวโดยตรง แพทย์จะประเมินลักษณะ สี ความลึก และตำแหน่งของรอยแตกลาย เพื่อแยกประเภทว่ารอยอยู่ในระยะใด (Rubra หรือ Alba)
- การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ผิว บางกรณีอาจใช้เทคโนโลยีเช่น Syris Visualization หรือกล้องขยาย เพื่อประเมินความหนาแน่นและความลึกของผิวหนัง
- การพิจารณาปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น น้ำหนักตัวในอดีต การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ฮอร์โมน หรือพฤติกรรมการดูแลผิว
การดูแลตัวเองเพื่อรักษาผิวแตกลาย
แม้รอยแตกลายจะไม่สามารถหายขาดได้ในทุกกรณี แต่การดูแลผิวอย่างเหมาะสมจะช่วยให้รอยจางลง และลดความรุนแรงของปัญหาในอนาคตได้ โดยเน้นไปที่การบำรุง ฟื้นฟู และเสริมความแข็งแรงของผิวจากภายในสู่ภายนอก
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงการแตกลาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่ไม่เน้นการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว
การใช้น้ำมันงาบำรุงผิว
น้ำมันงาเป็นสารธรรมชาติที่มีวิตามิน E และกรดไขมันจำเป็น ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง ลดอาการผิวแห้งแตกลายคัน และยังช่วยให้ผิวแลดูเนียนใสขึ้นเมื่อใช้เป็นประจำ
หลีกเลี่ยงการทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว
การควบคุมน้ำหนักให้คงที่อย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยลดความเสี่ยงที่ผิวจะถูกยืดหรือหดจนเกิดความเสียหาย วิธีนี้ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการป้องกันผิวลายเกิดจากพฤติกรรมชีวิต
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การดื่มน้ำสะอาดวันละ 6–8 แก้วช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิว ทำให้ผิวไม่แห้งกร้าน ลดปัญหาผิวแตก และช่วยในการฟื้นฟูโครงสร้างผิวที่มีรอยแตกลายได้อย่างเป็นธรรมชาติ
การใช้ครีมเรตินอลรักษาผิวแตกลาย
เรตินอล (Retinol) เป็นสารที่ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว และส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน โดยมักใช้ในรูปแบบครีมเฉพาะจุด แต่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากอาจระคายเคืองต่อผิวบางประเภท
การสครับผิวอย่างสม่ำเสมอ
การขัดผิวช่วยผลัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพ กระตุ้นการสร้างผิวใหม่ และอาจช่วยให้รอยแตกลายดูจางลง ควรเลือกสครับที่อ่อนโยนและเหมาะกับสภาพผิวเพื่อป้องกันการระคายเคือง
การบำรุงด้วยว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ในการปลอบประโลมผิว ลดการอักเสบ และให้ความชุ่มชื้น จึงเหมาะสำหรับผิวที่มีแนวโน้มจะแตกลาย โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวแห้งหรือระคายเคืองง่าย
รักษาผิวแตกลายด้วยหัตถการทางแพทย์
ในกรณีที่รอยผิวแตกมีลักษณะรุนแรงหรือเป็นมานานจนกลายเป็นรอยแตกลายลึก การดูแลผิวด้วยวิธีทั่วไปอาจไม่เพียงพอ หัตถการทางการแพทย์จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการฟื้นฟูสภาพผิวอย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรอยู่ภายใต้การประเมินและดูแลโดยแพทย์ผิวหนังหรือผู้ชำนาญ เพื่อให้การรักษาตรงจุด ปลอดภัย และตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น
การรักษาด้วยเลเซอร์ผิว
เลเซอร์ชนิด Fractional Laser หรือ Picosecond Laser ถูกนำมาใช้ในการรักษาผิวแตกลายโดยตรง โดยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ช่วยให้ผิวเรียบเนียนและรอยแตกลายดูจางลงในระยะยาว วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีรอยแตกลายขาว ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการดูแลทั่วไป
การรักษาผิวด้วย Potenza คลื่นวิทยุ RF
Potenza คือเทคโนโลยีการใช้คลื่นวิทยุ (RF) ร่วมกับเข็มไมโครนีดเดิล ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้ลึกถึงผิวชั้นใน ช่วยให้รอยแตกลายเรียบขึ้นและสีผิวสม่ำเสมอมากขึ้น โดยเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัย และเหมาะสำหรับทุกสภาพผิว
หากทำการรักษาผิวแตกลายแล้วผลลัพธ์ไม่ดีขึ้น ควรทำอย่างไร?
แม้จะได้รับการรักษาแล้ว แต่บางกรณีรอยแตกลายอาจไม่ตอบสนองเท่าที่คาดหวังไว้ การประเมินซ้ำและการปรับวิธีการรักษาให้เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ โดยผู้รับบริการสามารถพิจารณาแนวทางต่อไปนี้:
- กลับมาปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดอีกครั้ง และปรับวิธีการหรือเทคโนโลยีที่ใช้ให้เหมาะกับระดับของรอยแตกลาย
- เปลี่ยนแนวทางการรักษา จากวิธีทั่วไป เช่น ทาครีมหรือสครับ มาใช้หัตถการเฉพาะทาง เช่น เลเซอร์ หรือ RF microneedling ที่ลึกและตรงจุดมากกว่า
- เพิ่มระยะเวลาในการรักษา ผิวหนังแต่ละคนมีการตอบสนองต่างกัน อาจต้องให้เวลาในการฟื้นฟูมากกว่า 2–3 เดือนขึ้นไป
- ประเมินพฤติกรรมร่วม เช่น ควบคุมน้ำหนัก ทาครีมบำรุงสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นใหม่ ๆ ที่อาจทำให้เกิดรอยลายซ้ำ
สรุป
ผิวแตกลาย เป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อยในหลากหลายกลุ่มประชากร และมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น ฮอร์โมน น้ำหนักตัว หรือการใช้ยาบางชนิด แม้จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่สามารถส่งผลต่อภาพลักษณ์และความมั่นใจ การดูแลและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง บริการของ The Signature Clinic พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลผิวของคุณอย่างมืออาชีพ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง เพื่อผลลัพธ์ที่คุณสัมผัสได้จริง
คำถามที่พบบ่อย
ผิวแตกลาย หายได้ไหม?
ผิวแตกลายสามารถจางลงได้ แต่ไม่สามารถหายขาดจนผิวกลับมาเรียบเนียนดังเดิมได้เสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะของรอยแตกลายและวิธีดูแลรักษาที่ใช้ หากดูแลตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เช่น รอยแตกลายแดง โอกาสที่จะฟื้นฟูได้ใกล้เคียงสภาพผิวปกติมีมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อได้รับการรักษาผิวแตกลายอย่างต่อเนื่องและตรงจุด เช่น การใช้เทคโนโลยีเลเซอร์หรือ RF Microneedling
ผิวหนังแตกลาย เกิดจากอะไร?
ผิวแตกลายเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิวหนังที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสาเหตุที่หลากหลาย เช่น:
- การตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงและผิวถูกยืดขยายมากเป็นพิเศษ
- การเพิ่มหรือลดน้ำหนักตัวเร็วเกินไป ทำให้ผิวปรับตัวไม่ทัน จนเกิดการแตกลาย
- การเจริญเติบโตในช่วงวัยรุ่น ร่างกายโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ชายบริเวณหลังหรือสะโพก
- การใช้ยาสเตียรอยด์ ส่งผลให้ผิวบางและยืดหยุ่นน้อยลง
- ปัจจัยทางพันธุกรรม หากคนในครอบครัวเคยมีรอยผิวแตก ก็มีโอกาสเกิดกับบุคคลนั้นได้มากขึ้น
มีวิธีแก้ผิวแตกลายอย่างไรบ้าง?
การดูแลและแก้ไขผิวแตกลายสามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับลักษณะของรอย ได้แก่:
- การทาครีมบำรุงผิวหรือเรตินอล ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นการสร้างผิวใหม่
- การสครับผิว กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและลดความชัดของรอย
- ใช้สารสกัดธรรมชาติ เช่น ว่านหางจระเข้ หรือน้ำมันงา ช่วยลดอาการคันและเสริมความแข็งแรงของผิว
- การรักษาด้วยเลเซอร์หรือ RF เช่น Potenza ฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึก เพิ่มความเรียบเนียนให้ผิวแตกลายดูจางลง
เบบี้ออยล์ลดรอยแตกลายได้ไหม?
เบบี้ออยล์ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดอาการผิวแห้งแตกลายคัน และอาจช่วยให้ผิวรู้สึกเนียนนุ่มขึ้น แต่ไม่ได้มีฤทธิ์ในการลดเลือนรอยแตกลายอย่างเฉพาะเจาะจง จึงเหมาะกับการใช้ควบคู่กับวิธีอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูผิว
ผู้ใหญ่ตัวลายเกิดจากอะไร?
รอยแตกลายในผู้ใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะ:
- การลดหรือเพิ่มน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผิวถูกยืดหรือหดตัวจนเกิดรอยลึก
- การออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ หากกล้ามเนื้อโตเร็ว ผิวบริเวณนั้นอาจไม่ยืดหยุ่นทัน
- การใช้สเตียรอยด์ในระยะยาว ทำให้ผิวบางและเกิดผิวแตกได้ง่ายขึ้น
- โรคเกี่ยวกับฮอร์โมนหรือพันธุกรรม เช่น กลุ่มโรคคุชชิ่งที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อผิว
รอยแตกลายกี่เดือนหาย?
ระยะเวลาที่รอยแตกลายจะจางลงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ประเภทของรอย วิธีการดูแล และสภาพผิวของแต่ละคน โดยทั่วไป รอยแตกลายแดงอาจจางลงภายใน 3–6 เดือน หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ส่วนรอยแตกลายขาวอาจใช้เวลานานกว่า และบางรายอาจต้องอาศัยการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
“ปรับผิวให้เนียน ด้วย Potenza เทคโนโลยีที่จะฟื้นสภาพผิวให้กลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง”
หากต้องการรักษาผิวแตกลาย ทำไมต้องใช้บริการจาก The Signature Clinic
The Signature Clinic ให้บริการดูแลผิวแตกลายด้วยแนวทางที่ปลอดภัยและตรงจุด โดยเน้นการวินิจฉัยเชิงลึกและการใช้เทคโนโลยีระดับสูงอย่าง Potenza RF Microneedle ซึ่งได้รับการยอมรับว่าช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและปรับโครงสร้างผิวให้แน่นกระชับขึ้น อีกทั้งทีมแพทย์ของเรายังมีประสบการณ์ในการดูแลปัญหาผิวหลากหลายประเภท พร้อมให้คำแนะนำแบบรายบุคคลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินผิว การเลือกเทคนิค ไปจนถึงการติดตามผลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจและเหมาะสมกับลักษณะผิวของคุณ


