หลายคนอาจกำลังสับสนเมื่อต้องเลือกระหว่าง Radiesse VS HA Filler เพื่อการฟื้นฟูใบหน้าและแก้ไขปัญหาร่องลึก ความเข้าใจในคุณสมบัติที่แตกต่างกันของสารเติมเต็มทั้งสองชนิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัย เป็นธรรมชาติ และตรงกับปัญหาผิวเฉพาะบุคคล บทความนี้จะเจาะลึกรายละเอียด ข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมของแต่ละตัวเลือก เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกหัตถการที่ตอบโจทย์ที่สุด
สรุปจบ! Radiesse หรือ HA Filler เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าและตรงใจที่สุด
Radiesse (งานผิวโครงสร้างและความยั่งยืน) คือสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Biostimulator) ที่ทำจาก CaHA เน้นการฟื้นฟูผิวในระดับโครงสร้าง กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นใหม่เอง
- จุดเด่น: ช่วยให้ผิวยืดหยุ่น แน่นกระชับ และให้ผลลัพธ์ยาวนาน 12-24 เดือน เหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยและต้องการคุณภาพผิวที่ดีในระยะยาว
- ข้อควรระวัง: สลายเองตามธรรมชาติแต่ไม่มียาฉีดสลาย หากทำออกมาไม่ดีต้องรอเวลาเท่านั้น จึงจำเป็นต้องทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญการสูง
HA Filler (งานเติมเต็มปรับรูปหน้าและเห็นผลทันที) คือสารเติมเต็มไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) เน้นการเติมวอลลุ่มในจุดที่ขาดหาย ปรับรูปหน้า และเติมความชุ่มชื้น
- จุดเด่น: เห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ เหมาะสำหรับงานละเอียดเฉพาะจุด เช่น ใต้ตา ริมฝีปาก หรือขมับ ผลลัพธ์อยู่ได้ 6-18 เดือน
- ข้อควรระวัง: หากไม่พอใจสามารถฉีดสลายได้ด้วยเอ็นไซม์ จึงมีความยืดหยุ่นในการปรับแก้สูงกว่า
บทสรุปการตัดสินใจ หากโจทย์ของคุณคือ “ความยั่งยืนและผิวแน่นกระชับจากภายใน” ให้เลือก Radiesse แต่หากโจทย์คือ “การปรับรูปหน้าเร่งด่วนและต้องการความยืดหยุ่นในการแก้ไข” ให้เลือก HA Filler
Radiesse คืออะไร? มีกี่ประเภท
Radiesse คือ นวัตกรรมสารฉีดกระตุ้นผิว (Biostimulator) ที่มีส่วนประกอบหลักคือ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) สารประกอบที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ มีคุณสมบัติเด่นในการกระตุ้นให้เซลล์ผิวสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรงและเติมเต็มร่องลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน Radiesse มีให้เลือก 2 รุ่นหลัก ได้แก่ Radiesse Filler รุ่นมาตรฐาน และ Radiesse Filler Plus (+) ซึ่งมีส่วนผสมของ Lidocaine หรือยาชา เพื่อช่วยลดความรู้สึกเจ็บขณะทำหัตถการ ทั้งสองรุ่นผ่านการรับรองจาก US FDA และ อย. ไทย จึงมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา
Radiesse กับการแก้ปัญหาริ้วรอยลึก ทำงานอย่างไร
การทำงานของ Radiesse เริ่มต้นทันทีหลังฉีด โดยตัวเจล CaHA จะทำหน้าที่เติมเต็มร่องลึกและปรับรูปหน้าในเบื้องต้น พร้อมกันนั้นอนุภาค CaHA จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้าง (Scaffold) กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ใต้ชั้นผิว เมื่อเวลาผ่านไปตัวเจลจะสลายไปตามธรรมชาติ แต่โครงข่ายเส้นใยคอลลาเจนใหม่ที่ร่างกายสร้างขึ้นจะยังคงอยู่ ช่วยพยุงผิวให้กระชับและลดเลือนริ้วรอยได้ในระยะยาว
การฉีด Radiesse ช่วยกระตุ้นอะไรบ้าง
นอกจากคุณสมบัติในการเติมเต็มแล้ว Radiesse ยังช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) ในระดับลึก ผ่านกระบวนการทางชีวภาพที่สำคัญหลายประการ ดังนี้:
- กระตุ้นการสร้าง Elastin: ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ทำให้ผิวสามารถคืนตัวได้ดี ลดปัญหาความหย่อนคล้อย และทำให้ผิวดูเด้งกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Type I: เสริมสร้างเส้นใยคอลลาเจนชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักที่ให้ความแข็งแรงแก่ผิว ช่วยให้ผิวมีความหนาแน่นและเรียบเนียนขึ้น
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Type III: ส่งเสริมการสร้างเส้นใยร่างแหที่ช่วยประคองโครงสร้างผิว ทำให้ผิวมีความละเอียดและสุขภาพดีจากภายใน
- กระตุ้น Angiogenesis: ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง สดใส และมีชีวิตชีวามากขึ้น
ข้อควรระวังในการใช้โปรแกรม Radiesse Filler
แม้ Radiesse จะมีความปลอดภัยสูง แต่การทำหัตถการจำเป็นต้องอาศัยเทคนิคที่แม่นยำจากแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น การฉีดผิดตำแหน่งหรือใช้ปริมาณไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดก้อน หรือผลลัพธ์ที่ไม่เรียบเนียน ที่สำคัญคือต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ยาแท้ที่นำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากสารปลอมปนที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย
HA Filler คืออะไร ?
HA Filler หรือ Hyaluronic Acid Filler คือสารเติมเต็ม ประเภทไฮยาลูรอนิกแอซิดสังเคราะห์ ซึ่งเลียนแบบสารธรรมชาติที่มีอยู่ในร่างกาย มีคุณสมบัติเด่นในการอุ้มน้ำและเติมเต็มปริมาตรให้กับผิว ช่วยแก้ไขปัญหาร่องลึก ปรับรูปหน้า และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มน้ำ สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังทำ และมีข้อดีคือสามารถสลายได้ด้วยเอ็นไซม์ Hyaluronidase หากต้องการแก้ไขผลลัพธ์
เทียบ Radiesse VS HA Filler ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง
การเลือกตำแหน่งฉีดให้เหมาะสมกับชนิดของสารเติมเต็มเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผลลัพธ์ออกมาดูสวยงามและเป็นธรรมชาติที่สุด
- Radiesse ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง:
- ร่องแก้มและร่องน้ำหมาก: ช่วยเติมเต็มร่องลึกพร้อมกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อลดการเกิดซ้ำ
- กรอบหน้าและคาง: ช่วยปรับรูปหน้าให้คมชัด ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยบริเวณกราม
- หลังมือและลำคอ: ฟื้นฟูผิวที่แห้งเหี่ยวให้กลับมาเต่งตึงและดูอ่อนเยาว์
- HA Filler ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง:
- ใต้ตา: เติมเต็มเบ้าตาที่ลึกโหล ช่วยให้ใบหน้าดูสดใสขึ้น
- ริมฝีปาก: เพิ่มความอวบอิ่มและปรับทรงปากให้ได้รูปสวยงาม
- ขมับและหน้าผาก: เติมเต็มส่วนที่ตอบเพื่อให้ใบหน้าดูละมุนและมีมิติ
- มุมปาก: แก้ปัญหามุมปากตก และยกกระชับรอยยิ้ม
Radiesse VS HA Filler เหมาะกับใคร
การพิจารณาความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และเป้าหมายในการรักษาของแต่ละบุคคล
- Radiesse เหมาะกับใคร:
- ผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป หรือมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยร่องลึกชัดเจน
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ยาวนานและเน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวให้แข็งแรงในระยะยาว
- ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าพร้อมกับการกระตุ้นคอลลาเจนด้วย โปรแกรม Radiesse Filler
- HA Filler เหมาะกับใคร:
- ผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ทันทีและต้องการเติมเต็มจุดบกพร่องเฉพาะจุด
- ผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับแก้ทรง หรือต้องการทดลองฉีดสารเติมเต็มเป็นครั้งแรก
- ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยตื้นๆ หรือต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วย โปรแกรม Filler
ตารางเปรียบเทียบ Radiesse Vs HA Filler
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Radiesse (Biostimulator) | HA Filler (Hyaluronic Acid) |
| สารประกอบหลัก | CaHA (Calcium Hydroxylapatite) | HA (Hyaluronic Acid) |
| กลไกการทำงาน | เติมเต็มและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่จากภายใน | เติมเต็มปริมาตรและอุ้มน้ำเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหาย |
| ผลลัพธ์หลังทำ | เห็นผลบางส่วนทันที และดีขึ้นเรื่อยๆ ตามการสร้างคอลลาเจน | เห็นผลทันทีหลังทำ 100% |
| ระยะเวลาคงอยู่ | ประมาณ 12 – 24 เดือน (ขึ้นอยู่กับการดูแล) | ประมาณ 6 – 18 เดือน (ขึ้นอยู่กับรุ่น) |
| ความโดดเด่น | เน้นงานคุณภาพผิว ความแน่นกระชับ และโครงสร้างผิว | เน้นงานปรับรูปหน้า เพิ่มวอลลุ่ม และงานละเอียด |
| การสลาย | สลายเองตามธรรมชาติ (ไม่มียาฉีดสลาย) | สลายเองตามธรรมชาติ และฉีดสลายได้ด้วย Hyaluronidase |
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเหมาะกับ Radiesse หรือ HA Filler
การตัดสินใจเลือกระหว่าง Radiesse และ HA Filler ควรพิจารณาจากปัจจัยหลายด้านประกอบกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจและคุ้มค่าที่สุด ดังนี้:
- เป้าหมายของผลลัพธ์: หากต้องการเน้นงานผิวที่แข็งแรง กระชับ และผลลัพธ์ระยะยาว Radiesse จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า แต่หากเน้นการปรับแต่งรูปทรงเฉพาะจุดที่ต้องการความละเอียดสูง HA Filler จะเหมาะสมกว่า
- ระยะเวลาและการคงอยู่: Radiesse มักให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่าจากการกระตุ้นคอลลาเจน ส่วน HA Filler มีระยะเวลาที่หลากหลายขึ้นอยู่กับรุ่นที่เลือกใช้
- สภาพผิวและอายุ: ผิวที่มีความหย่อนคล้อยมากหรือเริ่มมีอายุ มักได้ประโยชน์จาก Radiesse ในการฟื้นฟูโครงสร้าง ส่วนผิวที่ต้องการเพียงการเติมเต็มริ้วรอยเล็กน้อยอาจเลือกใช้ HA Filler
- งบประมาณ: แม้ Radiesse อาจมีราคาสูงกว่าในเบื้องต้น แต่เมื่อเทียบกับระยะเวลาผลลัพธ์ที่ยาวนาน อาจมีความคุ้มค่าในระยะยาว
- ความกังวลเรื่องการแก้ไข: หากมีความกังวลและต้องการทางเลือกที่สามารถแก้ไขได้ทันที HA Filler จะเป็นตัวเลือกที่ช่วยลดความกังวลได้ดีกว่าเนื่องจากมียาฉีดสลาย
- คำแนะนำจากแพทย์: การปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อประเมินโครงสร้างใบหน้าและสภาพผิวจริง เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลือกหัตถการที่เหมาะสมและปลอดภัย
เทียบราคา Radiesse VS HA Filler ตัวไหนคุ้มกว่ากัน
ราคาของหัตถการทั้งสองประเภทมีความแตกต่างกันตามปริมาณและยี่ห้อที่เลือกใช้ แต่หากมองในแง่ความคุ้มค่า ต้องพิจารณาถึงระยะเวลาของผลลัพธ์ด้วย
| ข้อเปรียบเทียบ | Radiesse | Filler (HA) |
| ช่วงราคาโดยประมาณ | 3X,XXX บาท / 1.5 CC | 1X,XXX – 3X,XXX บาท / 1 CC |
| ระยะเวลาผลลัพธ์ | 12 – 24 เดือน | 6 – 18 เดือน |
| ความคุ้มค่า | คุ้มค่าในระยะยาวสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิว | ยืดหยุ่นตามงบประมาณและรุ่นที่เลือกใช้ |
| ข้อมูลเพิ่มเติม | เปรียบเทียบ Radiesse vs Sculptra vs HA Fillers | – |
การเตรียมตัวก่อนฉีด Radiesse หรือฟิลเลอร์ เคล็ดลับเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
การเตรียมร่างกายและผิวหน้าให้พร้อมก่อนทำหัตถการ จะช่วยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง เช่น อาการช้ำหรือบวม และช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น
- งดยาและวิตามินบางชนิด: ควรงดยาแอสไพริน, NSAIDs และวิตามินที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น วิตามินอี, น้ำมันปลา, แปะก๊วย อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนทำ เพื่อลดความเสี่ยงเลือดออกง่ายและรอยเขียวช้ำ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงก่อนการนัดหมาย เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสบวมช้ำหลังฉีดได้
- ดูแลผิวหน้า: งดการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวหรือสครับผิวหน้าอย่างน้อย 2-3 วันก่อนทำ เพื่อป้องกันการระคายเคือง และควรแจ้งประวัติการแพ้ยาหรือโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด
- พักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่และดื่มน้ำให้เพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้นหลังทำหัตถการ
เทคนิคควรเลือกฉีด Radiesse หรือ ฟิลเลอร์ที่ไหนดี
การเลือกคลินิกมีความสำคัญพอๆ กับการเลือกผลิตภัณฑ์ เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ควรพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้
- เลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน: คลินิกต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการถูกต้อง สะอาด ปลอดเชื้อ และมีเครื่องมือที่ทันสมัย
- แพทย์ผู้ชำนาญการ: ต้องทำหัตถการโดยแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพและมีประสบการณ์เฉพาะทาง สามารถตรวจสอบรายชื่อแพทย์ได้จากแพทยสภา
- ผลิตภัณฑ์แท้ตรวจสอบได้: คลินิกต้องมีความโปร่งใส สามารถแกะกล่องให้ดูหน้างาน และให้ตรวจสอบเลข Lot หรือสแกน QR Code เพื่อยืนยันว่าเป็นของแท้จากบริษัทนำเข้า
- รีวิวที่น่าเชื่อถือ: ศึกษาผลลัพธ์จากผู้ใช้บริการจริง และระวังคลินิกที่มีการโฆษณาเกินจริง หรือมีราคาถูกผิดปกติจนน่าสงสัย
หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมหรือตรวจสอบโปรโมชั่น สามารถดูข้อมูลได้ที่ The Signature Clinic
สรุป
การเลือกระหว่าง Radiesse และ HA Filler ไม่ใช่การหาว่าตัวไหนดีกว่ากัน แต่คือการเลือกสิ่งที่ “ใช่” สำหรับปัญหาผิวและเป้าหมายของคุณที่สุด หากคุณต้องการเน้นการฟื้นฟูโครงสร้างผิวในระยะยาว แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย และต้องการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ด้วยตัวเอง Radiesse คือคำตอบที่คุ้มค่าและให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่า ในทางกลับกัน หากคุณต้องการเห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงทันที ต้องการเติมเต็มปริมาตรในจุดที่ขาดหายอย่างแม่นยำ หรือต้องการความยืดหยุ่นในการปรับแก้ทรง HA Filler จะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับผลลัพธ์ที่ปลอดภัย เป็นธรรมชาติ และเสริมความมั่นใจได้ดีที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ
ฉีด Radiesse เจ็บหรือไม่
ปัจจุบัน Radiesse มีรุ่น Radiesse Filler Plus (+) ซึ่งมีส่วนผสมของ Lidocaine หรือยาชาในตัว ช่วยลดความรู้สึกเจ็บขณะทำหัตถการ ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกสบายขึ้นมากเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม
หากฉีดแล้วไม่พอใจ สามารถฉีดสลายได้หรือไม่
มีความแตกต่างกันครับ หากเป็น HA Filler สามารถฉีดสลายได้ด้วยเอ็นไซม์ Hyaluronidase หากต้องการแก้ไขผลลัพธ์ แต่สำหรับ Radiesse จะไม่มียาฉีดสลาย ตัวยาจะสลายไปเองตามธรรมชาติเมื่อถึงเวลา ดังนั้นการฉีด Radiesse จึงต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์สูงมากเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำตั้งแต่ครั้งแรก
ผลลัพธ์ของ Radiesse และ HA Filler อยู่ได้นานแค่ไหน
Radiesse มักให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่า โดยอยู่ได้ประมาณ 12-24 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง เนื่องจากการกระตุ้นคอลลาเจนช่วยพยุงโครงสร้างผิวไว้ ส่วน HA Filler จะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อที่เลือกใช้
ก่อนฉีดควรเตรียมตัวอย่างไรเพื่อลดอาการบวมช้ำ
เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรงดยาแอสไพริน, NSAIDs, วิตามินอี, น้ำมันปลา และแปะก๊วย อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนทำ เพื่อลดความเสี่ยงเลือดออกง่าย นอกจากนี้ ควรงดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงก่อนนัดหมาย เพราะแอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและอาจเพิ่มโอกาสบวมช้ำได้
หากต้องการรักษา ทำไมต้องใช้บริการจาก The Signature Clinic

ที่ The Signature Clinic เรายึดมั่นในมาตรฐานระดับสากล ภายใต้การดูแลของ นพ.ภูริวัจน์ อริยกุศลสุทธิ (หมอบอล) ผู้ดำรงตำแหน่ง Official Merz Medical Trainer ซึ่งเป็นผู้ฝึกสอนแพทย์ในการใช้ผลิตภัณฑ์ Radiesse โดยตรง การันตีด้วยความชำนาญการและเทคนิคการฉีดที่ประณีต ปลอดภัย นอกจากนี้ คลินิกยังได้รับเลือกเป็น Cynosure Signature Partner ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมความงามระดับโลก ผู้รับบริการจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับผลิตภัณฑ์ยาแท้ 100% ที่ตรวจสอบได้ทุกกล่อง พร้อมการวิเคราะห์รูปหน้าอย่างละเอียดและบริการที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน หากมีปัญหาจากการฉีดมาจากที่อื่น ทางคลินิกยังมีบริการโปรแกรมแก้ไข Filler โดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อคืนความมั่นใจให้กับคุณอีกครั้ง


