ฝ้าเลือด รักษายังไง? เป็นคำถามที่ใครหลายคนสงสัย โดยเฉพาะสาวๆ ที่เริ่มมีปัญหาฝ้าเลือดบนใบหน้า การเกิดฝ้าเลือด นอกจากจะส่งผลต่อความมั่นใจแล้ว ยังสามารถลุกลามจนกลายเป็นฝ้าที่รักษายากได้ วันนี้ The Signature Clinic จะมาไขข้อข้องใจ พร้อมแนะนำวิธีรักษาและป้องกันการเกิดฝ้าเลือด ให้ใบหน้ากลับมาเนียนใส ปราศจากฝ้ากวนใจอีกต่อไป
สรุป ฝ้าเลือด รักษายังไง มีวิธีไหนบ้าง?
- ฝ้าเลือด คือ ภาวะผิวหนังผิดปกติที่มีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลแดงถึงสีคล้ำ เกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยและการสร้างเม็ดสีที่มากเกินไป พบได้บ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะบริเวณแก้ม จมูก และหน้าผาก
- สาเหตุของฝ้าเลือด ได้แก่ การสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสเตียรอยด์หรือไฮโดรควิโนน การเป็นฝ้าอยู่แล้ว และการใช้ครีมเร่งผิวขาวที่ไม่เหมาะสม ปัจจัยเหล่านี้จะไปกระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือดฝอยและการสร้างเม็ดสี
- วิธีการรักษาฝ้าเลือด ที่ได้ผล ได้แก่ การทำเลเซอร์ เช่น Pico Laser, Q-Switch, Dual Yellow เพื่อกำจัดเม็ดสีและกระตุ้นคอลลาเจน, การใช้ IPL เพื่อลดเลือดคั่งและเม็ดสี, การฉีด Rejuran เพื่อเร่งการฟื้นฟูผิว, การทำมาเด้คอลลาเจนเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้ผิว, การฉีดวิตามินเข้าเส้น และการใช้ยาชนิดรับประทานในบางกรณี
- การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ก็มีส่วนช่วยบรรเทาฝ้าเลือดได้ เช่น การงดใช้ครีมที่มีสารอันตราย, การทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ, การทานยาปรับสมดุลร่างกาย, การเลือกใช้ครีมบำรุงจากธรรมชาติ และการทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ
- การป้องกันฝ้าเลือดที่ดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม ร่วมกับการบำรุงผิวอย่างถูกวิธี เช่น การทาครีมกันแดด การใช้มอยส์เจอไรเซอร์ การทานอาหารที่ดีต่อผิว และการจัดการความเครียด
- หากฝ้าเลือดไม่ดีขึ้นหลังการดูแลด้วยตนเองเป็นเวลา 1-2 เดือน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสภาพผิว เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน
”สาเหตุการเกิดฝ้า คืออะไร”
ฝ้าเลือด คืออะไร?
ฝ้าเลือด หรือ Melasma คือภาวะผิวหนังผิดปกติชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นจุดหรือปื้นสีน้ำตาลแดงจนถึงสีคล้ำ มักพบบริเวณใบหน้า โหนกแก้ม และหน้าผาก เกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนัง ร่วมกับการกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินที่มากเกินปกติ ฝ้าเลือดจะแตกต่างจากฝ้าชนิดอื่นตรงที่มีเลือดมาเลี้ยงบริเวณรอยโรคนั่นเอง จึงทำให้สีของรอยฝ้าแดงกว่าปกติ
ลักษณะของฝ้าเลือด เป็นอย่างไร?
ฝ้าเลือดจะมีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลแดงหรือคล้ำ มีขอบเขตไม่ชัดเจนและไม่สม่ำเสมอ บริเวณรอยฝ้ามักจะมีเส้นเลือดฝอยเล็กๆ ปรากฏให้เห็น ผิวบริเวณนั้นอาจมีอาการระคายเคือง แสบร้อน หรือคันได้ อาจมีขนาดเล็กเท่าไฝ หรือใหญ่เป็นวงกว้างได้ โดยมากมักจะเกิดบริเวณสันจมูก โหนกแก้มทั้งสองข้าง และหน้าผากเป็นหลัก
สาเหตุของการเกิดฝ้าเลือด
การเกิดฝ้าเลือด มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้
- แสงแดด การสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน ๆ ทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบต่อผิว กระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน
- ฝ้า เมื่อเป็นฝ้าอยู่แล้ว เส้นเลือดฝอยจะเพิ่มการทำงานและไปกระตุ้นการสร้างเม็ดสีในปริมาณที่มากขึ้น ทำให้ฝ้าเลือดเข้มกว่าฝ้าปกติ
- ผลิตภัณฑ์รักษาสิว ครีมหรือยารักษาสิวหลายชนิดอาจมีสารสเตียรอยด์ผสมอยู่ ซึ่งอาจทำให้ผิวบางลงและแตกเป็นเส้นเลือดฝอยได้
- ผลิตภัณฑ์เร่งผิวขาว ครีมผิวขาวบางยี่ห้ออาจมีไฮโดรควิโนนหรือสารปรอทเป็นส่วนผสม ซึ่งอันตรายต่อผิวในระยะยาว ทำให้ผิวบอบบางและเกิดฝ้าเลือดได้
ฝ้าเลือด รักษายังไง มีวิธีไหนบ้าง
ปัจจุบันมีวิธีการรักษาฝ้าเลือดที่หลากหลาย ทั้งการใช้ครีม การทำเลเซอร์ หรือการรักษาจากภายในร่างกาย มาดูกันว่ามีวิธีไหนน่าสนใจบ้าง
การทำเลเซอร์รักษาฝ้าเลือด
การใช้เลเซอร์ถือเป็นวิธียอดนิยมในการกำจัดฝ้าเลือด เพราะให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ชัดเจน เลเซอร์จะยิงลำแสงเข้าไปทำลายเม็ดสีบริเวณผิวหนังโดยตรง และใช้ความร้อนกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว เลเซอร์ยอดนิยมสำหรับการรักษาฝ้า ได้แก่ Pico Laser, Q-Switch Laser และ Dual Yellow Laser
การใช้คลื่นแสง IPL
เทคนิค IPL (Intense Pulsed Light) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยมใช้กันมาก เพราะช่วยเร่งการสลายตัวของเม็ดสี โดยใช้คลื่นแสงความเข้มข้นต่ำส่องผ่านผิว กระตุ้นกระบวนการหดตัวของเส้นเลือดฝอยและกำจัดเม็ดสีส่วนเกิน ทั้งยังเป็นวิธีที่ค่อนข้างอ่อนโยนต่อผิว ทำให้ไม่เจ็บหรือไม่ระคายเคืองมากนัก
การทำ Rejuran
การฉีด Rejuran เป็นการนำ polynucleotide ซึ่งสกัดมาจาก DNA ของปลาแซลมอน มาฉีดเพื่อเร่งการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติ ช่วยทำให้ผิวที่เสียหายจากฝ้าเลือดกลับมาเต่งตึง ชุ่มชื้น เรียบเนียนมากยิ่งขึ้น วิธีนี้ไม่เจ็บและหลังทำผิวจะไม่แดงมาก
การทำมาเด้คอลลาเจน
มาเด้คอลลาเจนเป็นการฉีดวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูเซลล์ผิวเข้าสู่ผิวโดยตรง ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในผิวหนังชั้นหนังแท้ให้กลับมามีชีวิตชีวา ผิวจึงแลดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดี เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว แม้แต่ผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย
การทำดริปวิตามิน
ดริปวิตามินเป็นการนำวิตามินบำรุงผิวฉีดเข้าเส้นเลือด บำรุงผิวจากภายในสู่ภายนอก มีหลายสูตรให้เลือกตามความต้องการ เช่น สูตรปรับสภาพผิว ลดเลือนฝ้า กระ สูตรเพิ่มความเปล่งปลั่ง หรือสูตรลดการสร้างเม็ดสี ซึ่งเลือกใช้ตามคำแนะนำของแพทย์
การใช้ยารักษาฝ้า
ยาทรานซามิก (Tranexamic Acid) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ลดการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักในการสร้างเม็ดสี ช่วยให้ฝ้าเลือดจางลงและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ แต่ควรใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะถ้ารับประทานขนาดสูงอาจมีผลข้างเคียงต่อตับและไตได้
การใช้สกินแคร์
การเลือกใช้สกินแคร์บำรุงผิว ก็มีส่วนช่วยลดความรุนแรงของฝ้าเลือดได้ สารสำคัญที่ควรมี คือ กรดโคจิก อาร์บูติน วิตามินซี เนียซินาไมด์ ซึ่งมีผลช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินในปริมาณมาก เพิ่มความกระจ่างใสและรักษาสมดุลให้ผิว แต่การใช้สกินแคร์อย่างเดียวอาจใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล และต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ
รักษาฝ้าเลือดด้วย Picosure Pro
ที่ The Signature Clinic เราเชี่ยวชาญในการรักษาฝ้าเลือดด้วยเทคโนโลยี Picosure Pro ล่าสุด ตัวยิงเลเซอร์มีขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงจุดที่มีขนาดเล็กได้ ช่วยในการบรรเทาเม็ดสีผิดปกติ มีค่าความยาวคลื่น 1,064-755 นาโนเมตร ช่วยในการรักษาฝ้าเลือด ผลการรักษาขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล มีความอ่อนโยนต่อผิว ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ เรียบเนียน อ่อนเยาว์ ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ที่มีประสิทธิภาพ
การปรับพฤติกรรม เพื่อรักษาฝ้าเลือด
นอกจากการรักษาฝ้าเลือดจากคลินิกแล้ว การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็มีส่วนช่วยลดฝ้าเลือดได้ มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง
งดใช้ครีมที่ทำให้ผิวบอบบาง
ครีมที่ใส่สารสเตียรอยด์ สารปรอท หรือไฮโดรควิโนนในปริมาณสูง จะทำร้ายผิวและกระตุ้นให้ผิวสร้างเม็ดสีผิดปกติ จึงควรเลิกใช้และหันมาใช้สกินแคร์จากธรรมชาติที่ไม่รุนแรงต่อผิวแทน
ทาครีมกันแดดทุกวัน
แสงแดดถือเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ฝ้าเลือดเข้มขึ้น ดังนั้นอย่าลืมทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน แม้ว่าจะอยู่ในร่ม เพื่อป้องกันรังสี UVA ที่ทะลุผ่านกระจกได้ และควรทาซ้ำทุกๆ 2-3 ชั่วโมง หากออกแดดนาน ควรสวมใส่หมวกหรือกางร่มด้วย
ทานยาปรับธาตุในร่างกาย
การรับประทานยาฟอกเลือด ยาปรับฮอร์โมน ยาวิตามิน หรือยาชนิดอื่นๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ ก็มีส่วนช่วยปรับธาตุในร่างกายให้สมดุล ขับสารพิษและฮอร์โมนที่เป็นตัวกระตุ้นการสร้างเม็ดสีออกจากร่างกาย ลดโอกาสการเกิดฝ้าเลือดได้
เลือกใช้ครีมที่มีส่วนประกอบจากธรรมชาติ
สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันจากเมล็ดองุ่น ใบบัวบก หรือสารสกัดจากไมโครแอลจี มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบ และฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสียหาย จึงเป็นส่วนผสมที่เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาฝ้าเลือด
ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว
อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหาร ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดูแลปัญหาฝ้าเลือด โดยอาหารที่ควรทาน เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลส้ม ผักและผลไม้สีแดง อาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ขาวและอาหารทะเล เป็นต้น การดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วก็มีส่วนช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นจากภายในได้เช่นกัน
ฝ้าเลือดต่างจากฝ้าชนิดอื่นอย่างไร?
หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าฝ้าเลือดเป็นฝ้าแดด เนื่องจากมีสีน้ำตาลแดงคล้ายกัน หรือสับสนกับฝ้าชนิดอื่นๆ ความจริงแล้วฝ้ามีหลายประเภท แต่ละชนิดจะมีลักษณะและสาเหตุที่แตกต่างกัน สรุปโดยย่อได้ ดังนี้
ฝ้าแดด
เกิดจากการสัมผัสแสง UV ของดวงอาทิตย์ ทำให้เม็ดสีเมลานินถูกกระตุ้นให้ผลิตออกมามากเกินไป ทำให้เกิดเป็นจุดคล้ำขึ้นบนผิว ฝ้าแดดจะมีขอบเขตชัดเจน มักเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำ
ฝ้าตื้น
เกิดจากการแพ้แสงแดด ผิวผลิตเม็ดสีมากเกินไปบริเวณชั้นผิวหนังกำพร้า มักพบบนผิวของคนผิวอ่อน คนท้อง หรือคนวัยหมดประจำเดือน มีลักษณะเป็นจุดด่างดำขนาดเล็ก ขอบค่อนข้างเด่นชัด
ฝ้าลึก
เป็นฝ้าที่ลุกลามจากฝ้าตื้น ทำให้เกิดการผลิตเม็ดสีในชั้นหนังแท้ ทำให้ฝ้ามีสีคล้ำและลึกกว่าฝ้าอื่น ๆ ขอบไม่ชัดเจน สีมักเป็นน้ำตาล ม่วงอมน้ำเงิน หรือเทาอมฟ้า
ฝ้าผสม
เป็นฝ้าที่มีอาการของฝ้าตื้นและฝ้าลึกปนกัน เกิดจากความบอบบางของผิวร่วมกับการกระตุ้นของแสงแดด ทำให้เม็ดสีถูกผลิตทั้งในชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้
การป้องกันการเกิดฝ้าเลือด
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ ดังนั้น เราจึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดฝ้าเลือดตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะการออกแดดนาน ๆ และการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมของสารเคมีรุนแรง รวมถึงหมั่นทาครีมบำรุงผิวและกันแดดอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารเพื่อสุขภาพผิว และนอนหลับให้เพียงพอ ด้วยการใส่ใจดูแลทั้งภายนอกและภายใน ก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดฝ้าเลือดและปัญหาผิวอื่น ๆ ได้อย่างมั่นใจ
“ปรับผิวให้เนียน ด้วย Picosure Pro เทคโนโลยีที่จะฟื้นสภาพผิวให้กลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง”
สนใจรับบริการกับผู้ชำนาญการด้านฝ้าเลือดรักษายังไง ต้องที่ The Signature Clinic
การรักษาฝ้าเลือดอย่างถูกวิธีและทันท่วงที มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้ฝ้าลุกลามจนเป็นปัญหาผิวที่รักษายากในอนาคต ที่ The Signature Clinic เราพร้อมให้บริการรักษาฝ้า โดยดูแลคุณด้วยเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง Picosure Pro ซึ่งเป็นเลเซอร์สลายฝ้าชั้นนำ ให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ปลอดภัย และออกแบบมาเพื่อผิวบอบบาง เรายังมีแพทย์ผู้ชำนาญการคอยให้คำปรึกษาและดูแลคุณอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนการรักษาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล เพื่อการกำจัดฝ้าเลือดอย่างได้ผลและไม่เกิดอาการบาดเจ็บหรือเจ็บแสบระหว่างทำ
สรุป
ฝ้าเลือดถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาผิวที่สร้างความกังวลใจให้กับใครหลาย ๆ คน แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ก็ส่งผลต่อความมั่นใจและบุคลิกภาพอย่างมาก วันนี้ The Signature Clinic จึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับฝ้าเลือด สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกันมาฝากกัน พร้อมแนะนำการใช้ Picosure Pro เลเซอร์สำหรับการรักษาฝ้าเลือด อ่อนโยนต่อผิวแม้มีผิวบอบบาง หากสนใจปรึกษาปัญหาฝ้าเลือดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือจองคิวเข้ารับบริการได้ที่คลินิกของเรา
คำถามที่พบบ่อย
การรักษาฝ้าเลือดมีโอกาสบรรเทาได้หรือไม่?
การรักษาฝ้าเลือดในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เห็นผลได้จริงและมีประสิทธิภาพสูง แม้จะไม่หายขาดอย่างถาวร 100% แต่เมื่อได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ก็จะทำให้ฝ้าเลือดจางลงอย่างเห็นได้ชัด ผิวดูกระจ่างใส เปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติได้แน่นอน
วิตามินอะไรช่วยแก้ฝ้าเลือดได้บ้าง?
วิตามินที่มีคุณสมบัติช่วยลดเลือนฝ้าและให้ผิวสุขภาพดี ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี3 และวิตามินเอ โดยการกินอาหารหรือรับประทานเสริม ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและปริมาณต่อวัน การได้รับวิตามินเกินพอดีอาจใช้ผลเสียกับร่างกายได้
Add Your Heading Text Hereทําไมหน้าถึงมีเส้นเลือดขึ้น?
เส้นเลือดขึ้นบนใบหน้า อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การได้รับแสงแดดนาน ๆ การสัมผัสสารระคายเคืองหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว ความเครียด ร่างกายขาดสารอาหาร หรือภาวะฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง หากเส้นเลือดขึ้นเป็นกลุ่มคล้ายฝ้า ก็อาจเป็นสัญญาณของการเกิดฝ้าเลือดได้
ฝ้าเลือดและฝ้าฮอร์โมนเกิดจากอะไร?
ฝ้าเลือดและฝ้าฮอร์โมนต่างก็เกิดจากความบอบบางและความไม่สมดุลของผิว แต่มีความแตกต่างกันที่สาเหตุ ฝ้าเลือดเกิดจากการขยายตัวผิดปกติของเส้นเลือดฝอยใต้ผิว จากการโดนแดด หรือการใช้ครีมสเตียรอยด์ ส่วนฝ้าฮอร์โมนเกิดจากการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศ ช่วงตั้งครรภ์ รับประทานยาคุมกำเนิด หรือประจำเดือนขาดระบบ ทำให้เม็ดสีผิวถูกผลิตมากขึ้นจนเกิดเป็นฝ้า ซึ่งฝ้าทั้งสองชนิดนี้อาจทำให้เกิดผิวคล้ำได้เช่นกัน


