ผิวเป็นกระ เป็นปัญหาผิวพรรณที่พบได้บ่อยในคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีกิจกรรมกลางแจ้งหรือต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นประจำ จุดสีน้ำตาลเล็กๆ เหล่านี้นอกจากจะส่งผลต่อความมั่นใจแล้ว ยังอาจเป็นสัญญาณของความเสื่อมของผิวหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม หลายคนที่มีหน้ากระมักสงสัยว่า กระหายได้ไหม และมีวิธีการรักษากระบนใบหน้าอย่างไร บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระผิวหนังอย่างครบถ้วน ทั้งสาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกัน เพื่อให้คุณสามารถดูแลผิวได้อย่างถูกวิธีและมีผิวสวยสุขภาพดีในระยะยาว
สรุป ผิวเป็นกระ: สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกัน
- กระคือจุดด่างดำหรือจุดสีน้ำตาลที่เกิดขึ้นบนผิวหน้าหรือตามร่างกาย เกิดจากความผิดปกติของเม็ดสีเมลานิน
- กระมี 4 ประเภทหลัก ได้แก่ กระตื้น กระลึก กระเนื้อ และกระแดด แต่ละประเภทมีลักษณะและสาเหตุที่แตกต่างกัน
- สาเหตุของการเกิดกระมาจากปัจจัยภายในและภายนอกร่างกาย เช่น แสงแดด พันธุกรรม ฮอร์โมน อายุที่เพิ่มขึ้น แสงสีฟ้า ความเครียด
- วิธีรักษากระมีหลายวิธี เช่น ใช้ผลิตภัณฑ์และยาทาเฉพาะที่ รักษาด้วยเลเซอร์ (เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์, Q-switch, Picosecond, Dual Yellow) IPL ลอกผิวด้วยสารเคมี และบำบัดผิวด้วยความเย็น
- การรักษากระด้วยเลเซอร์มีขั้นตอนก่อน ระหว่าง และหลังการทำเลเซอร์ที่ต้องปฏิบัติ และอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยในช่วงแรก
- วิธีดูแลและป้องกันการเกิดกระ ได้แก่ ป้องกันผิวจากแสงแดด ทำความสะอาดผิวอ่อนโยน ใช้ผลิตภัณฑ์ลดเม็ดสี หลีกเลี่ยงแสงสีฟ้า ทานอาหารมีประโยชน์ พักผ่อนเพียงพอ
- The Signature Clinic มีบริการรักษากระด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ พร้อมบริการเสริม และการดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ
- หากกำลังประสบปัญหาหน้ากระหรือรอยกระบนร่างกาย ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน กระอาจมีสีเข้มขึ้นและอาจรักษาได้ยากขึ้น
“รักษาผิวเป็นกระ ด้วยวิธีไหนให้ได้ผลดี”
กระ คืออะไร? ทำความรู้จักจุดสีน้ำตาลบนผิวที่หลายคนกังวล
กระ คือ จุดด่างดำหรือจุดสีน้ำตาลที่เกิดขึ้นบนผิวหน้าหรือตามร่างกาย ซึ่งมีลักษณะเป็นจุดเล็กๆ สีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาลเข้ม เกิดจากความผิดปกติของเม็ดสีเมลานินที่ผลิตมากเกินไป ทำให้เกิดการกระจุกตัวของเม็ดสีบริเวณผิวหนัง ส่งผลให้เกิดเป็นจุดสีน้ำตาลที่มองเห็นได้ชัดเจน ผิวตกกระเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากพันธุกรรม แสงแดด หรือฮอร์โมน กระสามารถเกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยมักพบบริเวณที่โดนแสงแดดบ่อย เช่น ใบหน้า แขน ขา และลำคอ
สำหรับหลายคน รอยกระอาจเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความมั่นใจ เนื่องจากทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอและดูมีอายุมากขึ้น แต่คุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของกระและการเกิดหน้ากระได้ที่ Healthline เพื่อให้เข้าใจปัญหาผิวนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
กระ vs ฝ้า: ต่างกันอย่างไร
หลายคนอาจสับสนระหว่างกระและฝ้า เนื่องจากทั้งสองปัญหามีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แต่มีความแตกต่างที่สังเกตได้ดังนี้:
กระ:
- เป็นจุดกลมขนาดเล็ก
- มีขอบชัดเจน
- สีน้ำตาล สีเทา หรือสีดำ
- กระจายเป็นจุดๆ ทั่วใบหน้า มักพบมากบริเวณดั้งจมูก โหนกแก้ม
ฝ้า:
- เป็นปื้นแผ่นใหญ่
- ขอบไม่ชัดเจน
- สีน้ำตาล ม่วงอมน้ำเงิน ฟ้าอมเทา หรือสีดำ
- เกิดเป็นปื้นกระจายตัวทั่วใบหน้า มักพบบริเวณโหนกแก้มหรือสันจมูก
การแยกความแตกต่างระหว่างกระและฝ้าจะช่วยให้คุณเลือกวิธีการรักษาได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่ The Signature Clinic มีการให้บริการรักษาปัญหากระทุกประเภทด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
กระมีกี่ประเภท? แต่ละชนิดมีลักษณะอย่างไร?
กระสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะและวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนี้:
1. กระตื้น (Ephelides)
ลักษณะ: กระตื้นมีลักษณะเฉพาะที่สังเกตได้หลายประการ ดังนี้
- เป็นจุดสีน้ำตาลอ่อนขนาดเล็กไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร
- ขอบไม่ชัดเจน มักกลมกลืนไปกับสีผิว
- พบมากบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้างและจมูก
- มักเริ่มปรากฏในช่วงวัยรุ่น โดยเฉพาะในคนผิวขาว
- มีสีเข้มขึ้นเมื่อโดนแสงแดด และจางลงเมื่อไม่โดนแสงแดดเป็นเวลานาน
สาเหตุ: เกิดจากพันธุกรรมที่ทำให้เซลล์เม็ดสีมีความไวต่อแสงแดดมากเป็นพิเศษ
2. กระลึก (Nevus of Hori หรือ Lentigines)
ลักษณะ: กระลึก คือรอยจุดสีที่มีความแตกต่างจากกระตื้นอย่างชัดเจน โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้
- เป็นจุดหรือแผ่นสีน้ำตาลเข้มถึงสีเทาดำ
- ขอบเลือนรางเล็กน้อย ไม่คมชัดเหมือนกระแดด
- พบมากบริเวณขมับ ดั้งจมูก และโหนกแก้ม
- เริ่มขึ้นหลังจากอายุ 20 ปี ซึ่งช้ากว่ากระตื้น
- พบบ่อยในผู้หญิงเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียตะวันออก
สาเหตุ: กระลึกเกิดจากเซลล์เม็ดสีในชั้นหนังแท้ผลิตมากผิดปกติ มีปัจจัยจากพันธุกรรม ฮอร์โมน และแสงแดดเป็นตัวกระตุ้น ซึ่งต่างจากกระตื้นที่เกิดในชั้นผิวตื้นกว่า
3. กระเนื้อ (Seborrheic Keratosis)
ลักษณะ: กระเนื้อมีความแตกต่างจากกระชนิดอื่นๆ ตรงที่มีลักษณะนูนขึ้นจากผิวหนัง ทำให้สังเกตเห็นได้ชัดเจนทั้งจากการมองและการสัมผัส โดยมีลักษณะเฉพาะดังนี้
- เป็นตุ่มเล็กๆ นูนขึ้นจากผิว มีความหนาสังเกตได้
- สีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม บางครั้งอาจมีสีดำ
- มีทั้งแบบผิวเรียบและผิวขรุขระ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็น
- พบได้บริเวณใบหน้า ลำคอ หน้าอก และหลัง
- เริ่มเป็นได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป แต่มักพบมากในผู้สูงอายุ
- ตุ่มมีโอกาสขยายใหญ่ขึ้นและมีสีเข้มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
สาเหตุ: เกิดจากความผิดปกติของผิวหนังชั้นกำพร้า ร่วมกับปัจจัยกระตุ้นจากอายุที่เพิ่มขึ้นและแสงแดด
คุณสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระเนื้อและวิธีการรักษาได้ที่ The Signature Clinic ซึ่งมีบทความเจาะลึกเกี่ยวกับภาวะนี้โดยเฉพาะ
4. กระแดด (Solar Lentigines)
ลักษณะ: กระแดดเป็นกระที่เกิดจากการสัมผัสแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานาน จึงมีความเข้มของสีมากกว่ากระชนิดอื่นๆ โดยมีลักษณะเฉพาะดังนี้
- เป็นจุดหรือปื้นสีน้ำตาลถึงสีดำ มีความเข้มชัดเจน
- มีขอบชัดเจนกว่ากระชนิดอื่นๆ สามารถเห็นขอบเขตชัดเจน
- ขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร แต่อาจมีหลายจุดอยู่ใกล้กัน
- พบมากบริเวณที่โดนแดดบ่อยๆ เช่น โหนกแก้ม แขน ขา
- มักพบในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นประจำ
สาเหตุ: เกิดจากการสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน พบมากในผู้สูงอายุหรือคนที่ทำงานกลางแจ้ง
สาเหตุของการเกิดกระ มาจากอะไรบ้าง?
การเกิดกระมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ดังต่อไปนี้:
1. แสงแดด
แสงแดดเป็นสาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เกิดกระ เนื่องจากรังสี UVA และ UVB สามารถทะลุผ่านผิวหนังและกระตุ้นให้เซลล์ผิวผลิตเม็ดสีเมลานินมากขึ้น เพื่อปกป้องผิวจากความเสียหาย ส่งผลให้เกิดการสะสมของเม็ดสีเป็นจุดๆ บนผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแดดบ่อยๆ
2. พันธุกรรม
บุคคลที่มีประวัติครอบครัวเป็นกระ มีโอกาสสูงที่จะเป็นกระได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนที่มีผิวขาว ซึ่งจะมีความไวต่อแสงแดดมากกว่าคนผิวคล้ำ ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดสีเมลานินเมื่อโดนแสงได้ง่ายกว่า
3. ฮอร์โมน
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ ระหว่างมีประจำเดือน หรือการรับประทานยาคุมกำเนิด อาจส่งผลให้เซลล์ผลิตเม็ดสีมากขึ้น ทำให้เกิดกระได้ง่ายขึ้น
4. อายุที่เพิ่มขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์ผิวจะเสื่อมสภาพและผลิตเม็ดสีเมลานินมากขึ้นกว่าปกติ รวมถึงกระบวนการผลัดเซลล์ผิวก็จะไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผิวมีจุดสีเข้มในบางบริเวณ
5. แสงสีฟ้า (Blue Light)
แสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการผลิตเม็ดสีเมลานินที่ไม่สม่ำเสมอได้ ทำให้เกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำบนผิว
6. ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ
ความเครียดส่งผลให้เกิดการผลิตฮอร์โมนที่ผิดปกติและแปรปรวน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ผิวผลิตเม็ดสีมากขึ้น นอกจากนี้ การพักผ่อนไม่เพียงพอยังทำให้ผิวขาดการฟื้นฟู ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวต่างๆ รวมถึงกระได้ง่ายขึ้น
วิธีรักษากระ มีกี่วิธี แต่ละวิธีต่างกันอย่างไร?
การรักษากระบนใบหน้ามีหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของกระและความรุนแรงของปัญหา โดยแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อควรระวังที่แตกต่างกัน ดังนี้:
1. การใช้ผลิตภัณฑ์และยาทาเฉพาะที่
ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการรักษา: การใช้ผลิตภัณฑ์และยาทาเฉพาะที่เป็นวิธีที่สะดวกและสามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้าน โดยส่วนผสมสำคัญที่ช่วยในการรักษากระมีดังนี้
- เรตินอยด์: อนุพันธ์ของวิตามินเอที่ช่วยส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิว ทำให้กระจางลง (ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น)
- ไฮโดรควิโนน: สารปรับสีผิวที่ช่วยลดการสร้างเมลานิน ทำให้กระจางลงอย่างเห็นได้ชัด
- กรดไกลโคลิก/AHA/BHA: ช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น และช่วยให้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้น
- Arbutin และ Kojic Acid: ช่วยยับยั้งการผลิตเม็ดสี ลดความเข้มของกระ โดยไม่ทำให้ผิวบางลงเหมือนไฮโดรควิโนน
ข้อควรระวัง: การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจทำให้ผิวบางลง ไวต่อแสง หรือเกิดอาการระคายเคืองได้ จึงควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนใช้
2. การรักษาด้วยเลเซอร์
เลเซอร์เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษากระ โดยใช้พลังงานเลเซอร์ยิงไปที่เม็ดสีใต้ผิวหนังเพื่อทำลายและสลายเม็ดสี ทำให้กระจางลงหรือหายไป
ประเภทของเลเซอร์ที่ใช้รักษากระ: ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเลเซอร์หลากหลายชนิดที่ใช้ในการรักษากระ โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและความเหมาะสมกับชนิดของกระที่แตกต่างกัน ดังนี้
- เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์: เหมาะสำหรับกระเนื้อและกระชนิดอื่นๆ รวมถึงช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดี
- เลเซอร์ Q-switch: มีทั้งความยาวคลื่นที่เหมาะกับการรักษากระตื้น กระแดด และกระลึก เป็นเลเซอร์ที่นิยมใช้รักษากระมาอย่างยาวนาน
- เลเซอร์ Picosecond: ใช้เวลารวดเร็วในการรักษา ไม่ทำให้เกิดความร้อนสะสมใต้ผิว สามารถรักษาได้ทั้งกระตื้นและกระลึก ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้มาก
หนึ่งในเลเซอร์ Picosecond ที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษากระคือ PicoSure Pro ซึ่งคุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ได้ที่ The Signature Clinic และ ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี PicoSure Pro
- เลเซอร์ Dual Yellow: อ่อนโยนกว่าเลเซอร์ชนิดอื่น สามารถรักษาเฉพาะจุดได้โดยออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อผิวรอบข้าง เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย
ข้อควรทราบ: การรักษาด้วยเลเซอร์ต้องทำหลายครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจน และควรหลีกเลี่ยงแสงแดดหลังทำเลเซอร์เพื่อป้องกันการกลับมาของกระ
3. IPL (Intense Pulsed Light)
IPL ไม่ใช่เลเซอร์ แต่เป็นการใช้พลังงานคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นหลากหลาย (515-1,200 nm) ช่วยรักษาปัญหาเม็ดสีในผิวชั้นหนังแท้โดยไม่ทำร้ายผิวชั้นหนังกำพร้า เหมาะสำหรับการรักษากระโดยไม่ทำให้ผิวบอบบาง
4. การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peeling)
วิธีนี้ใช้สารละลายที่มีความเป็นกรดทาบนผิวหนัง เพื่อกำจัดเซลล์ผิวชั้นบนที่มีปัญหา ทำให้ผิวหนังสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน ส่งผลให้ผิวมีสีที่สม่ำเสมอมากขึ้น
ข้อควรระวัง: การลอกผิวควรทำโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ผิวไหม้ การติดเชื้อ หรือรอยแผลเป็น
5. บำบัดผิวด้วยความเย็น (Cryotherapy)
Cryotherapy หรือการจี้เย็น เป็นวิธีที่ใช้ไนโตรเจนเหลวมาจี้กระเพื่อหยุดการผลิตเซลล์ผิว ทำให้กระเนื้อค่อยๆ หลุดออกจากผิวหนัง เหมาะสำหรับการรักษากระเนื้อบนใบหน้าและลำตัว
ข้อควรทราบ: การรักษาด้วยวิธีนี้ต้องทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของผิว
ขั้นตอนการรักษากระด้วยเลเซอร์
การรักษากระด้วยเลเซอร์เป็นวิธีที่ได้รับความนิยม เนื่องจากมีประสิทธิภาพและเห็นผลชัดเจน โดยมีขั้นตอนดังนี้:
ก่อนทำเลเซอร์กระ
- หลีกเลี่ยงการออกแดดโดยตรงประมาณ 4-6 สัปดาห์
- ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 30 เพื่อช่วยปกป้องผิว
- งดการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของกรด เช่น AHA, BHA
- หากมีแผลสด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำการรักษา
- ทาครีมบำรุงผิวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เพื่อเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการรักษา
ระหว่างทำเลเซอร์กระ
- ทำความสะอาดผิวหน้าหรือบริเวณที่จะทำเลเซอร์
- สวมแว่นตากันแสงเพื่อปกป้องดวงตาจากแสงเลเซอร์ (กรณีทำบริเวณใบหน้า)
- ทายาชาบริเวณผิว ทิ้งไว้ประมาณ 45 นาที
- แพทย์จะใช้เครื่องยิงเลเซอร์ลงบนผิวบริเวณที่ต้องการรักษา
- ทำความสะอาดผิวและทายาเพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง
หลังทำเลเซอร์กระ
- งดให้ผิวบริเวณที่รักษาโดนน้ำใน 24 ชั่วโมงแรก
- หลีกเลี่ยงการออกแดดโดยตรงและทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงทุกวัน
- งดการถู นวด หรือเกาผิวแรงๆ เพื่อระวังไม่ให้เกิดแผล
- หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน และทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
- ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้ผิวชุ่มชื้น
- กรณีมีอาการไม่สบาย สามารถประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการได้
- งดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่
ข้อควรทราบ: ผิวอาจมีอาการบวมแดงในช่วง 1-2 วันแรก บางรายอาจมีสะเก็ดบนใบหน้าซึ่งจะหลุดไปเองภายใน 5-7 วัน และผิวอาจมีสีเข้มขึ้นชั่วคราวก่อนจะจางลง ซึ่งเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของร่างกาย
วิธีดูแลและป้องกันการเกิดกระ
การป้องกันการเกิดกระใหม่และดูแลผิวให้มีสุขภาพดีเป็นสิ่งสำคัญ โดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้:
1. ป้องกันผิวจากแสงแดด
- หลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่แสงแดดมีความเข้มสูง
- ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ และป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB ทุก 2-4 ชั่วโมง
- สวมหมวกปีกกว้าง เสื้อแขนยาว แว่นกันแดด หรือใช้ร่มเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง
2. ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน
- ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยนและเหมาะกับสภาพผิว
- หลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรงๆ เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองและกระตุ้นการผลิตเม็ดสี
3. ใช้สกินแคร์ที่ช่วยลดเม็ดสี
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารไวท์เทนนิ่ง เช่น วิตามินซี อาร์บูติน โคจิกแอซิด
- ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA หรือ BHA ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน
4. หลีกเลี่ยงแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- ลดการใช้โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
- ใช้ฟิล์มกรองแสงสีฟ้าสำหรับหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- ทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระและฟื้นฟูผิว
- ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นและแข็งแรง
6. พักผ่อนให้เพียงพอและลดความเครียด
- นอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู
- หาวิธีผ่อนคลายความเครียด เช่น การทำสมาธิ โยคะ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ
“ปรับผิวให้เนียน ด้วย Picosure Pro เทคโนโลยีที่จะฟื้นสภาพผิวให้กลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง”
บริการรักษากระที่ The Signature Clinic
ที่ The Signature Clinic มีบริการรักษากระด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์โดยแพทย์ผู้ชำนาญการ ซึ่งจะช่วยให้คุณมีผิวที่กระจ่างใสและสม่ำเสมอได้อย่างมีคุณภาพ
บริการเลเซอร์รักษากระชนิดต่างๆ
The Signature Clinic มีเทคโนโลยีที่เราใช้บริการ พร้อมให้บริการรักษากระทุกประเภท ด้วยเครื่องมือเฉพาะทางดังนี้:
- เทคโนโลยีเลเซอร์สำหรับรักษารอยเม็ดสี: ช่วยรักษารอยโรคเม็ดสี รวมถึงฝ้า กระ และรอยดำสิวอย่างมีประสิทธิภาพ
- โปรแกรมผสมผสานเลเซอร์: การรักษาที่ช่วยจัดการปัญหาผิวตั้งแต่ชั้นบนถึงชั้นลึก ด้วยการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีเลเซอร์หลายประเภท
- เลเซอร์เฉพาะทางสำหรับปรับคุณภาพผิว: ช่วยปรับคุณภาพผิวและลดเลือนกระ เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ด้านการยกกระชับผิวไปพร้อมกัน
- เลเซอร์ที่อ่อนโยนต่อผิว: เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางและแพ้ง่าย ให้ผลลัพธ์การรักษาที่นุ่มนวลแต่มีประสิทธิภาพ
บริการเสริมควบคู่การรักษากระ
นอกจากการรักษากระด้วยเลเซอร์แล้ว ทาง The Signature Clinic ยังมีบริการเสริมที่ช่วยให้ผลลัพธ์การรักษากระสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ประกอบด้วย:
- การปรับรูปหน้าด้วยหัตถการฉีดสารเติมเต็ม และโบทูลินั่มท็อกซิน (Botulinum toxin) เพื่อเสริมความอ่อนเยาว์และความสวยงามของใบหน้า
- ทรีตเมนต์ฟื้นฟูผิวหลังทำเลเซอร์เพื่อช่วยลดการอักเสบและเร่งการฟื้นฟูผิว
- ให้คำแนะนำการดูแลผิวหลังการรักษาโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ขั้นตอนการรักษากระที่ The Signature Clinic
- ปรึกษาและวินิจฉัยปัญหาผิวโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ
- วางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวและชนิดของกระ
- ดำเนินการรักษาด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ที่เหมาะสม
- ดูแลและติดตามผลหลังการรักษาอย่างใกล้ชิด
- ให้คำแนะนำการดูแลผิวเพื่อช่วยให้ผลการรักษาคงอยู่ได้นาน
สรุป: การดูแลและรักษากระอย่างถูกวิธี
ผิวเป็นกระเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องอยู่กลางแจ้งเป็นประจำหรือมีพันธุกรรมที่เอื้อต่อการเกิดกระ แม้ว่ากระผิวหนังจะไม่ส่งผลต่อสุขภาพ แต่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจและภาพลักษณ์ภายนอกได้ เมื่อมีคำถามว่า “กระหายได้ไหม” คำตอบคืออาจช่วยลดเลือนกระให้จางลงด้วยวิธีการรักษาที่เหมาะสม แม้ว่าในบางกรณีอาจไม่สามารถหายได้ 100% แต่ก็สามารถทำให้มองเห็นได้น้อยลงอย่างชัดเจน
การเข้าใจถึงประเภทของกระและสาเหตุการเกิดจะช่วยให้คุณเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทั่วไป การรักษาด้วยเลเซอร์ หรือการทำทรีตเมนต์เฉพาะทาง โดยสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษากระคือความสม่ำเสมอและการดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การรักษากระบนใบหน้าควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือผู้ชำนาญการก่อนเสมอ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและเหมาะสม ที่ The Signature Clinic มีแพทย์ผู้ชำนาญการพร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของคุณโดยเฉพาะ
หากคุณกำลังประสบปัญหาหน้ากระหรือรอยกระบนร่างกาย ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน กระอาจมีสีเข้มขึ้นและอาจรักษาได้ยากขึ้น เริ่มต้นดูแลผิวของคุณวันนี้ เพื่อผิวที่กระจ่างใส สม่ำเสมอ และมีสุขภาพดีในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย
เลเซอร์กระ กี่ครั้งเห็นผล?
โดยทั่วไป คุณจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังรับการรักษาประมาณ 3-6 ครั้ง ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อจำนวนครั้งในการรักษาคือความรุนแรงของกระ ปริมาณกระบนผิว และชนิดของเลเซอร์ที่แพทย์เลือกใช้
วิธีดูแลหลังเลเซอร์กระ?
- พยายามอย่าให้น้ำสัมผัสบริเวณที่ทำเลเซอร์เป็นเวลาอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง
- ใช้ยาปฏิชีวนะหรือวาสลีนตามที่แพทย์แนะนำ
- งดการถู แกะ หรือเกาบริเวณที่ทำเลเซอร์ โดยปกติสะเก็ดจะหลุดลอกออกเองในระยะเวลา 7-14 วัน
- หลังจากสะเก็ดแผลหลุดแล้ว ควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เนื่องจากอาจทำให้เกิดรอยดำได้
การรักษาเลเซอร์กระเนื้อ?
สำหรับการกำจัดกระเนื้อด้วยเลเซอร์ เทคโนโลยีที่เป็นตัวเลือกหนึ่งในการรักษาคือ CO2 Laser ซึ่งทำงานโดยการทำลายและตัดกระเนื้อออกจากผิว ก่อนทำการรักษา แพทย์จะทายาชาบริเวณที่จะทำเลเซอร์เป็นเวลา 30-45 นาที หรือในกรณีกระเนื้อขนาดใหญ่ อาจมีการฉีดยาชาเพิ่มเติม ทำให้ผู้รับการรักษาไม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างการรักษา


