รอยแดงจากสิว เป็นปัญหาผิวที่สร้างความกังวลใจให้กับใครหลายคน โดยเฉพาะสาวๆ ที่ต้องการมีผิวสวยเนียนใส ปราศจากริ้วรอย รอยแดง แม้ว่าจะรักษาสิวจนหายดีแล้ว แต่ก็มักจะเหลือรอยแดงเอาไว้ ซึ่งรอยแดงเหล่านี้จะคงอยู่ได้นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกวิธี บทความนี้ The Signature Clinic จะมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับรอยแดง พร้อมแนะนำวิธีการรักษาและบริการรักษารอยแดงจากสิว เพื่อช่วยให้คุณมีผิวสวยใส ไร้ริ้วรอยได้อย่างมั่นใจ
สรุปรอยแดงจากสิว สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา
- รอยแดงจากสิว (Post-Inflammatory Erythema) เกิดจากการอักเสบของสิวอุดตันและสิวอักเสบ ทำให้หลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัว ทิ้งรอยสีแดง ชมพู หรือม่วงไว้บนผิว รอยแดงมักจางหายได้เองภายใน 3-12 เดือน แต่อาจคงอยู่นานกว่านั้นได้
- สาเหตุของรอยแดงมาจากหลายปัจจัย เช่น การอักเสบของสิว การแกะเกาสิว การสัมผัสแสงแดดโดยไม่ป้องกัน การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองต่อผิว พันธุกรรม และฮอร์โมนที่ผิดปกติ
- ลักษณะของรอยแดงจากสิว จะปรากฏเป็นจุดสีแดง ชมพู หรือม่วงบนผิว คล้ายรอยดำแต่มีสีอ่อนกว่าและตื้นกว่า สามารถจางหายเองได้หากไม่มีการอักเสบซ้ำเติม
- วิธีรักษารอยแดงจากสิวทำได้ทั้งการดูแลเอง และเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผิวหนัง เช่น การทายาลดรอยแดง ทำเลเซอร์ ใช้สมุนไพรบำรุงผิว ฉีดเมโสหน้าใส ทำ Microneedling และ Potenza RF เพื่อลดการอักเสบ กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว และเพิ่มคอลลาเจน
- The Signature Clinic ให้บริการรักษารอยแดงจากสิวด้วยนวัตกรรม Potenza RF Microneedling ซึ่งใช้พลังงานความถี่วิทยุและเข็มขนาดไมครอน ช่วยสลายเซลล์ผิวที่เสียหาย สร้างผิวใหม่ที่เรียบเนียน ลดรอยแดงได้รวดเร็ว โดยไม่ทำให้ผิวบอบบาง ด้วยความปลอดภัยจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- การป้องกันรอยแดงทำได้โดย หลีกเลี่ยงการแกะเกาสิว ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย ทาครีมกันแดดทุกวัน ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว ดื่มน้ำ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- หากรอยแดงไม่ดีขึ้นหลังลองรักษาด้วยตัวเอง หรือเป็นรอยแดงขนาดใหญ่ลึก ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ป้องกันรอยแดงกลายเป็นแผลเป็นถาวร การมีผิวใสไร้ริ้วรอยเป็นไปได้ที่ The Signature Clinic ด้วยบริการทันสมัย ครบวงจร โดยแพทย์ผู้ชำนาญ
“รอยแดง คืออะไร รักษาวิธีไหนให้ได้ผลดี”
รอยแดง คืออะไร?

รอยแดง หรือ Post-inflammatory Erythema (PIE) คือ รอยที่เกิดจากการอักเสบของผิวหนัง ทำให้ผิวบริเวณนั้นมีสีแดง ชมพู หรือม่วง มักจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่เป็นสิวอักเสบและสิวอุดตันที่รุนแรง เมื่อสิวยุบตัวลงแล้วแต่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังยังคงถูกทำลาย จึงทำให้เกิดเป็นรอยแดงขึ้นมา ในผิวคนเอเชียมักจะพบรอยแดงได้บ่อย เนื่องจากเซลล์เม็ดสีในผิวคนเอเชียมีมากกว่า
สาเหตุการเกิดรอยแดงจากสิว
รอยแดงจากสิวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการบีบหรือแกะเกาสิวด้วยตัวเอง การใช้มือสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ หรือแม้แต่สิวอุดตันและสิวอักเสบที่ปล่อยทิ้งไว้นานจนผิวเกิดการอักเสบ โดยสาเหตุหลักๆ ได้แก่
- การบีบ แกะ หรือเกาสิว ทำให้ผิวบริเวณนั้นอักเสบและระคายเคือง
- สิวอุดตันและสิวอักเสบที่ไม่ได้รับการรักษา จนเกิดการอักเสบของผิว
- การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองต่อผิว เช่น สครับหน้ารุนแรง
- การสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน โดยไม่มีการป้องกัน
- การใช้ยารักษาสิวบางชนิดที่ทำให้ผิวบอบบาง เช่น เรตินอล กรดวิตามินเอ
การลดรอยแดง สามารถรักษาวิธีไหนได้บ้าง?

ปัจจุบันมีวิธีการรักษาและลดรอยแดงจากสิวที่หลากหลาย ทั้งการใช้เลเซอร์ การผลัดเซลล์ผิว การใช้ยาทา ไปจนถึงการปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อที่จะช่วยลดรอยแดงจากสิวรักษาให้จางลง และคืนผิวสวยใสให้คุณได้อย่างเป็นธรรมชาติ มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้างที่เหมาะกับการรักษารอยแดงจากสิว
1. การเลเซอร์
การรักษารอยแดงด้วยเลเซอร์ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยม เนื่องจากเลเซอร์จะไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ชั้นผิวหนัง ช่วยสมานแผลและฟื้นฟูผิวที่ถูกทำลาย รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นและความกระชับให้ผิว ทำให้ลดรอยแดงจากสิวได้อย่างเห็นผลชัดเจน แต่วิธีนี้จำเป็นต้องทำโดยแพทย์ผิวหนังที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น
2. การผลัดเซลล์
การผลัดเซลล์ผิว คือ การขัดหรือลอกผิวชั้นนอกที่เสื่อมสภาพออกไป เพื่อเผยผิวใหม่ที่ดูสุขภาพดีกว่าเดิม ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ (AHA BHA) สครับขัดผิว หรือทรีตเมนต์ที่คลินิกความงาม การผลัดเซลล์ผิวสม่ำเสมอจะช่วยให้รอยแดงจางลงเร็วขึ้น เพราะเป็นการกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวใหม่นั่นเอง
5. การใช้ยาทาลดรอยแดง
ยาทาเฉพาะที่สามารถช่วยลดรอยแดงจากสิวได้ โดยเฉพาะยาที่มีส่วนผสมของสารฟอกสีผิว เช่น กรดโคจิก, กรดอะซีเลอิค, อาบูติน หรือไนอะซินาไมด์ และสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี วิตามินอี ที่มีคุณสมบัติช่วยซ่อมแซมผิวและลดการอักเสบ ทำให้รอยแดงจางลงได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวและปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อน
6. การทาครีมกันแดด
แสงแดดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้รอยแดงจากสิวดูเข้มขึ้นและติดทนนานขึ้น ดังนั้น การทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน จะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA/UVB ป้องกันไม่ให้รอยแดงคล้ำลง และเร่งการซ่อมแซมผิวไปในตัว ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป ชนิดกันน้ำ ไม่อุดตันรูขุมขน (non-comedogenic) และเหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย
7. การทำ Potenza
การรักษารอยแดงด้วยเครื่อง Potenza RF Microneedling เป็นนวัตกรรมที่ผสมผสานระหว่างพลังงานความถี่วิทยุ (RF) และ Microneedling เข้าด้วยกัน โดยจะปล่อยพลังงานความร้อนผ่านเข็มขนาดเล็กลงสู่ชั้นผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติ ทำให้ผิวแข็งแรง เรียบเนียนขึ้น ลดรอยแดงและจุดด่างดำจากสิว โดยไม่ต้องพักฟื้นนาน ปลอดภัย และเห็นผลได้จริง
8. การปรึกษาแพทย์ผิวหนัง
หากหน้ามีรอยแดงจากสิวเป็นจำนวนมากและรักษาด้วยวิธีทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น การไปพบแพทย์ผิวหนังจะช่วยให้คุณทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากอะไร และจะได้รับการแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด อาจจะเป็นการใช้ยาชนิดพิเศษ เช่น เรตินอยด์ กรดวิตามินเอ หรือการรักษาด้วยเลเซอร์ ซึ่งปลอดภัย ได้ผลดี และไม่เป็นอันตรายต่อผิวแน่นอน
วิธีการดูแลตัวเองและป้องกันการเกิดรอยแดง
นอกจากการรักษารอยแดงที่มีอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการป้องกันไม่ให้เกิดรอยแดงจากสิวเพิ่มเติม ซึ่งเราสามารถทำได้ไม่ยาก โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และหมั่นดูแลผิวหน้าให้สะอาดถูกวิธี
- หลีกเลี่ยงการแกะ เกา บีบสิว ซึ่งจะยิ่งทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น
- ทำความสะอาดผิวหน้าวันละ 2 ครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่ระคายเคือง
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสมกับสภาพผิวของตัวเอง
- ทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีวิตามินและแร่ธาตุสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะความเครียดและการนอนไม่พอจะกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่ายขึ้น
การดูแลรักษารอยแดง ด้วยโปรแกรม Potenza
The Signature Clinic ได้คิดค้นโปรแกรมการรักษารอยแดงจากสิวด้วยเทคโนโลยี Potenza RF Microneedling ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ได้รับการยอมรับและนิยมใช้ทั่วโลก โดย Potenza จะใช้พลังงานความถี่วิทยุและ Microneedling ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว เพื่อสร้างผิวใหม่ที่แข็งแรงและเรียบเนียนขึ้น ลดเลือนริ้วรอยและรอยแดงจากสิวได้อย่างเห็นผล โดยไม่ทำให้ผิวบอบบางหรือระคายเคือง ทั้งยังสามารถทำได้กับผิวทุกสภาพ รวมถึงผิวคล้ำและผิวแพ้ง่าย
“ปรับผิวให้เนียน ด้วย Potenza เทคโนโลยีที่จะฟื้นสภาพผิวให้กลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง”
หากต้องการรักษารอยแดง ทำไมต้องเลือกบริการจาก The Signature Clinic
เนื่องจากทาง The Signature Clinic มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลผิวพรรณและความงามโดยเฉพาะ ทีมแพทย์ของเราประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางมาเป็นอย่างดี พร้อมใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดอย่าง Potenza ในการรักษารอยแดงจากสิวอย่างปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียง และได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้เรายังใส่ใจในทุกขั้นตอนการรักษา ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการดูแลหลังการรักษา เพื่อให้คุณสามารถสวมใส่ผิวสวยใสได้อย่างมั่นใจ
สรุป
รอยแดงจากสิวเป็นปัญหาผิวที่สร้างความกังวลใจให้กับใครหลายคน หากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ดูแลรักษา รอยแดงอาจกลายเป็นรอยดำฝังลึก ทำให้ต้องใช้เวลารักษานานขึ้น The Signature Clinic จึงอยากให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษารอยแดงให้ถูกวิธี รวมถึงการปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันการเกิดรอยแดงซ้ำ อย่าปล่อยให้รอยแดงบั่นทอนความมั่นใจ สุขภาพผิวที่ดีเริ่มต้นได้ที่ The Signature Clinic ด้วยบริการและเทคโนโลยีการรักษาผิวที่ทันสมัย โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมดูแลให้คุณมีผิวสวยกระจ่างใส ปราศจากรอยแดงอย่างเป็นธรรมชาติ
คำถามที่พบบ่อย
รอยแดงใช้เวลากี่วันหาย?
ระยะเวลาการหายของรอยแดงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของรอยแดง ประเภทของผิว และวิธีการรักษาที่เลือกใช้ โดยทั่วไปแล้วรอยแดงจากสิวใช้ระยะเวลาฟื้นตัวประมาณ 2-4 เดือน แต่หากเป็นรอยแดงที่ฝังลึกและมีจำนวนมาก อาจต้องใช้เวลามากกว่านั้น การไปพบแพทย์ผิวหนังและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยให้รอยแดงหายได้เร็วขึ้น โดยไม่ส่งผลเสียต่อผิว
รอยแดงมีโอกาสหายไหม?
รอยแดงจากสิวมีโอกาสหายได้ หากได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีและต่อเนื่องสม่ำเสมอ การใช้ยาทาเฉพาะที่ การรักษาด้วยเลเซอร์หรือ Microneedling การผลัดเซลล์ผิว รวมถึงการทาครีมกันแดดทุกวัน ล้วนเป็นวิธีการที่ช่วยลดเลือนรอยแดงได้ดี แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความรุนแรงของปัญหาด้วย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับตัวคุณเอง
รอยแดง รักษาวิธีไหนได้บ้าง?
รอยแดงจากสิว สามารถรักษาได้หลายวิธี ได้แก่
- การรักษาด้วยเลเซอร์หรือ Potenza RF Microneedling
- การใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของสารฟอกสีผิวและสารต้านการอักเสบ
- การผลัดเซลล์ผิวด้วยสครับขัดผิวหรือกรดผลไม้อ่อนๆ
- การทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน
- การปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาเฉพาะทาง
รอยดํา รอยแดง ดูยังไง?
รอยดำและรอยแดงจากสิวมีลักษณะแตกต่างกัน กล่าวคือ รอยแดง (PIE) จะมีสีแดง ชมพู หรือม่วง เป็นผลมาจากการขยายตัวของหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังที่เกิดการอักเสบ เห็นได้ชัดเจนในผิวขาว ส่วนรอยดำ (PIH) จะมีสีน้ำตาลหรือคล้ำกว่าสีผิวปกติ เกิดจากการสร้างเม็ดสีผิวมากผิดปกติหลังการอักเสบ พบได้บ่อยในผิวสีแทน ทั้งรอยแดงและรอยดำมักเกิดร่วมกับสิวอุดตันและสิวอักเสบ หากสงสัยควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยและรักษาให้ถูกต้อง


