ปัญหาผิวหน้าไม่เรียบเนียนจากรอยแผลเป็นลึก หรือที่เรียกกันว่า หลุมสิว เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่สร้างความกังวลใจและบั่นทอนความมั่นใจให้กับใครหลายคน ไม่ว่าจะพยายามปกปิดด้วยเครื่องสำอางหนาแค่ไหน ร่องรอยความขรุขระก็ยังคงปรากฏให้เห็น คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ รักษาหลุมสิว ด้วยวิธีไหนถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่า เจ็บน้อย และปลอดภัย บทความนี้ The Signature Clinic ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุ ประเภทของหลุมสิว และเปรียบเทียบเทคโนโลยีทางการแพทย์ต่างๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุดสำหรับการตัดสินใจฟื้นฟูผิวให้กลับมาดูดีขึ้นอีกครั้ง
รักษาหลุมสิวแบบไหนดีที่สุด? เจาะลึกเทคโนโลยีเปลี่ยนผิว พร้อมวิธีดูแลตัวเอง
- ทำความเข้าใจศัตรู: หลุมสิวเกิดจากการอักเสบของสิวที่รุนแรงจนทำลายคอลลาเจน แบ่งเป็น 3 ประเภทหลักคือ Ice Pick (ลึกและแคบ รักษายากสุด), Boxcar (ขอบชัด ก้นกว้าง), และ Rolling (แอ่งกระทะ มีพังผืดดึงรั้ง)
- รักษาเองได้ไหม: การทาครีมหรือวิธีธรรมชาติแทบไม่ช่วยในเรื่องหลุมสิวลึก อาจช่วยได้เพียงรอยตื้นๆ เล็กน้อย ต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในการกระตุ้นคอลลาเจนชั้นลึก
- เทคโนโลยีเปลี่ยนผิว:
- Picosure Pro: เลเซอร์ Picosecond มาตรฐาน Gold Standard ที่สร้างโพรงอากาศใต้ผิว (LIOB) กระตุ้นคอลลาเจนโดยผิวชั้นบนไม่เสียหาย เจ็บน้อย พักฟื้นสั้น เหมาะกับทุกสีผิว
- Potenza (RF Microneedling): เข็มนาโนปล่อยคลื่นวิทยุลงลึกชั้นหนังแท้ กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และกระชับผิว เหมาะกับหลุมสิวลึกและผิวหย่อนคล้อย
- Subcision: เทคนิคใช้เข็มตัดพังผืดใต้ผิวหนังที่ดึงรั้งหลุมสิวให้ขาดออก เหมาะมากสำหรับหลุมสิวแบบ Rolling Scars
- การดูแลหลังทำ: สำคัญมากคือการเลี่ยงแดดจัดและทากันแดด SPF 50+ สม่ำเสมอ งดแกะเกาสะเก็ดแผล และเน้นความชุ่มชื้นเพื่อให้ผิวฟื้นฟูได้เต็มที่
- ทางเลือกที่มั่นใจ: The Signature Clinic ผสานเทคโนโลยี Picosure Pro และ Potenza ดูแลโดยทีมแพทย์ระดับ Medical Trainer วิเคราะห์และออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนและปลอดภัยสูงสุด
“ หลุมสิวคืออะไร แก้ด้วยวิธีไหนได้บ้าง”

ทำความเข้าใจ ‘หลุมสิว’ ต้นตอของปัญหาผิว
ก่อนที่จะเริ่มต้นค้นหาวิธีแก้ไข การทำความเข้าใจธรรมชาติของปัญหาเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรก เพราะรอยแผลเป็นแต่ละชนิดมีการตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์สภาพผิวที่ถูกต้องจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ
หลุมสิว คืออะไร?
หลุมสิว (Atrophic Scars) คือร่องรอยความเสียหายของผิวหนังที่เกิดจากการอักเสบอย่างรุนแรงของสิว จนทำลายโครงสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) เมื่อการอักเสบหายไป ร่างกายพยายามซ่อมแซมตัวเองแต่ไม่สามารถสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทนได้สมบูรณ์ ส่งผลให้ผิวบริเวณนั้นยุบตัวลงเกิดเป็นรอยบุ๋มหรือร่องลึก การเกิดภาวะนี้แตกต่างจากรอยสิว ทั่วไปที่เป็นเพียงรอยดำหรือรอยแดง ซึ่งสามารถจางลงได้ง่ายกว่า ปัญหาผิวไม่เรียบเนียนนี้หากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ได้รับการดูแล อาจกลายเป็นพังผืดดึงรั้งผิว ทำให้การรักษาในภายหลังมีความซับซ้อนและยากลำบากยิ่งขึ้น
หลุมสิวเกิดจากอะไร?
สาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหน้าเกิดเป็น หลุมสิว มาจากกระบวนการอักเสบของสิวที่กินลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ โดยเฉพาะสิวอักเสบหัวหนอง สิวหัวช้าง หรือสิวซีสต์ที่มีขนาดใหญ่ เชื้อแบคทีเรียและหนองทำลายเอนไซม์ที่ช่วยสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้โครงสร้างผิวเสียรูปทรง นอกจากนี้ พฤติกรรมการบีบ แกะ หรือกดสิวอย่างผิดวิธี เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการอักเสบซ้ำซ้อนและขยายวงกว้าง ทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายมากขึ้น เมื่อแผลหาย ร่างกายจะสร้างพังผืด (Fibrosis) ขึ้นมาดึงรั้งผิวหนังชั้นบนให้ยุบตัวลงจนเกิดเป็นรอยหลุมในที่สุด

รู้จักหลุมสิว 3 ประเภทหลัก: คุณเป็นแบบไหน? (Ice Pick, Boxcar, Rolling)
แพทย์ผู้มีความชำนาญการแบ่งลักษณะของแผลเป็นหลุมสิวออกเป็น 3 ประเภทหลัก เพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ ดังนี้:
- Ice Pick Scars (หลุมสิวปากแคบแต่ลึก): มีลักษณะเป็นรูเล็กๆ ปากแผลแคบกว่า 2 มิลลิเมตร แต่ก้นแผลลึกแหลมคล้ายถูกเจาะด้วยที่เจาะน้ำแข็ง มักเกิดจากการกดสิวอุดตันหรือสิวอักเสบขนาดเล็ก แผลชนิดนี้รักษาได้ยากที่สุดเนื่องจากความลึกที่กินไปถึงชั้นหนังแท้ส่วนลึก
- Boxcar Scars (หลุมสิวขอบชัดก้นกว้าง): มีลักษณะเป็นบ่อกว้าง ขอบหลุมชัดเจนตั้งฉากกับผิวหนัง คล้ายกล่องสี่เหลี่ยม มีความลึกปานกลาง พบได้บ่อยบริเวณแก้มและขมับ เกิดจากสิวอักเสบเม็ดใหญ่หรือโรคอีสุกอีใส
- Rolling Scars (หลุมสิวแอ่งกระทะ): มีลักษณะเป็นแอ่งเว้าลงไป ผิวดูเป็นคลื่น ขอบหลุมไม่ชัดเจน เกิดจากพังผืดดึงรั้งระหว่างชั้นผิวหนังแท้และชั้นไขมัน ทำให้ผิวยุบตัวลงเป็นบริเวณกว้าง มักตอบสนองต่อการรักษาด้วยการตัดพังผืดได้ดี
สิวแบบไหนที่ทำให้เกิดหลุมสิว
ไม่ใช่สิวทุกประเภทจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้เสมอไป แต่สิวบางชนิดมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดปัญหาผิวไม่เรียบเนียนถาวร ได้แก่:
- สิวอักเสบรุนแรง (Nodulocystic Acne): สิวที่มีลักษณะเป็นก้อนไตแข็งขนาดใหญ่ ฝังลึกใต้ผิวหนัง และมีความเจ็บปวด
- สิวหัวช้าง: สิวอักเสบที่มีหัวหนองขนาดใหญ่และรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ทำลายเนื้อเยื่อรอบข้างเป็นวงกว้าง
- สิวที่ถูกรบกวน: สิวอุดตันหรือสิวผดที่ถูกบีบ เค้น หรือกดออกอย่างไม่ถูกวิธี จนเกิดการอักเสบติดเชื้อลุกลาม
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการรักษาสิวเหล่านี้อย่างถูกวิธีตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อลดโอกาสการเกิดแผลเป็นถาวร
หลุมสิวรักษาเองให้หาย 100% ได้จริงหรือ?
คำถามที่ว่า หลุมสิวหายเองได้ไหม หรือสามารถรักษาให้หายขาด 100% ด้วยตัวเองได้หรือไม่ คำตอบตามหลักการแพทย์คือ “เป็นไปได้ยากมาก” สำหรับหลุมสิวระดับลึก เนื่องจากการเสียหายเกิดขึ้นที่โครงสร้างชั้นหนังแท้และการเกิดพังผืด การทาครีมหรือวิธีธรรมชาติอาจช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้นและตื้นขึ้นได้เพียงเล็กน้อยในระดับผิวชั้นบนเท่านั้น การฟื้นฟูผิวให้กลับมาเรียบเนียนใกล้เคียงปกติจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ (Remodeling) และการตัดพังผืด ซึ่งต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคทางการแพทย์เข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม การดูแลตัวเองอย่างดีจะช่วยส่งเสริมให้ผลลัพธ์การรักษาโดยแพทย์มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
กลุ่มวิธีรักษาหลุมสิวด้วยตัวเอง (สำหรับรอยตื้นและผู้เริ่มต้น)
สำหรับผู้ที่มีปัญหารอยแผลเป็นระดับตื้น หรือต้องการดูแลผิวเบื้องต้นเพื่อเตรียมพร้อมก่อนการรักษาจริงจัง การใช้วิธีดูแลด้วยตัวเองอย่างถูกวิธีสามารถช่วยปรับสภาพผิวให้ดูดีขึ้นได้ระดับหนึ่ง
สกินแคร์กลุ่มผลัดเซลล์ผิว (AHA, BHA, Retinoids)
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมช่วยผลัดเซลล์ผิวเป็นพื้นฐานสำคัญในการ วิธีรักษาหลุมสิว ด้วยตัวเอง กลุ่มกรดผลไม้ (AHA) ช่วยขจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพชั้นบน ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น ส่วนกรดซาลิไซลิก (BHA) ช่วยทำความสะอาดรูขุมขนลดการอุดตัน ที่สำคัญที่สุดคือกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinoids) ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเร่งการผลัดเซลล์ผิว ทำให้รอยหลุมตื้นๆ ดูตื้นขึ้นได้เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง แต่ต้องระมัดระวังการระคายเคืองและควรใช้ควบคู่กับมอยส์เจอไรเซอร์ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลรอยสิว
วิธีธรรมชาติ: ปลอดภัยจริงหรือแค่ความเชื่อ?
วิธีรักษาหลุมสิวแบบธรรมชาติ เช่น การใช้น้ำมะนาว หอมแดง หรือใบบัวบก เป็นวิธีที่ถูกบอกต่อกันมานาน แม้ว่าสมุนไพรบางชนิดจะมีฤทธิ์ลดการอักเสบและสมานแผลได้ เช่น ว่านหางจระเข้ หรือใบบัวบก แต่สำหรับรอยหลุมสิวที่เป็นพังผืดแล้ว สมุนไพรเหล่านี้ไม่สามารถลงลึกไปกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ได้ และต้องระวังการใช้น้ำมะนาวสดหรือกรดธรรมชาติที่เข้มข้นเกินไป เพราะอาจกัดกร่อนผิวทำให้เกิดการระคายเคือง แสบแดง หรือผิวไหม้ได้
ข้อจำกัดและระยะเวลาที่ต้องใช้ในการรักษาด้วยตัวเอง
การรักษาด้วยตัวเองมีข้อจำกัดชัดเจนคือ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหลุมสิวระดับลึก (Ice Pick, Deep Boxcar) หรือพังผืดหนาได้ และต้องใช้ระยะเวลาและความอดทนสูงมาก อาจใช้เวลา 6-12 เดือนเพื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงเพียง 10-20% ดังนั้น วิธีนี้จึงเหมาะกับผู้ที่มีรอยแผลตื้นๆ หรือใช้เพื่อเสริมการรักษาหลักโดยแพทย์ การคาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็วจากการทาครีมเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เสียเวลาและงบประมาณโดยไม่ได้รับผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ
กลุ่มวิธีรักษาหลุมสิวโดยแพทย์: ทางเลือกที่เห็นผลชัดเจน
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและรวดเร็ว การพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด ปัจจุบันมีนวัตกรรมหลากหลายที่ช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เลเซอร์รักษาหลุมสิว (Pico, Fractional CO2): ต่างกันอย่างไร?
เลเซอร์หลุมสิว เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ Fractional CO2 Laser ซึ่งใช้ความร้อนลอกผิวชั้นบน กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ แต่มีข้อเสียคือเจ็บ พักฟื้นนาน และเสี่ยงต่อรอยดำในคนผิวคล้ำ ส่วนเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง Picosure Pro (Pico Laser) ใช้พลังงานแสงความเร็วสูงระดับ Picosecond สร้างโพรงอากาศใต้ผิว (LIOB) เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนโดยไม่ทำลายผิวชั้นบน ทำให้เจ็บน้อยกว่า พักฟื้นสั้น และปลอดภัยสูงสำหรับทุกสีผิว อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเลเซอร์รักษาหลุมสิว
การตัดพังผืด (Subcision): เหมาะกับใคร?
Subcision หลุมสิว คือเทคนิคที่แพทย์ใช้เข็มขนาดเล็กสอดเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อตัดเซาะพังผืดที่ยึดเกาะก้นหลุมสิวให้ขาดออกจากกัน ทำให้ผิวที่ถูกดึงรั้งดีดตัวขึ้นมาเรียบเนียนขึ้น วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีหลุมสิวประเภท Rolling Scars หรือหลุมสิวแอ่งกระทะ ซึ่งการทำเลเซอร์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การทำ Subcision ร่วมกับหัตถการอื่นมักให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
การฉีดสารเติมเต็ม (Filler) และสารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulator)
การฉีด ฟิลเลอร์หลุมสิว หรือสารเติมเต็มไฮยาลูรอนิก เป็นการแก้ปัญหาที่เห็นผลทันที โดยแพทย์จะฉีดสารเข้าไปหนุนใต้รอยหลุมให้ผิวดูเต็มตื้นขึ้น เหมาะสำหรับหลุมสิวปากกว้างและลึก นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Biostimulator (สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน) เช่น Sculptra หรือ Radiesse ที่เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาอย่างยั่งยืน ช่วยให้ผิวหนาแน่นและเรียบเนียนขึ้นในระยะยาว
Microneedling / RF Microneedling: กระตุ้นผิวใหม่
เทคโนโลยี RF Microneedling เช่นเครื่อง Potenza เป็นการผสานพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) เข้ากับเข็มขนาดเล็กจำนวนมาก เข็มจะเจาะลงไปถึงชั้นผิวหนังแท้พร้อมปล่อยพลังงานความร้อนเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินอย่างตรงจุด ช่วยกระชับรูขุมขนและลดเลือนหลุมสิวได้ดี โดยเฉพาะหลุมสิวลึกและผิวที่มีความหย่อนคล้อย ดูรายละเอียดเทคโนโลยี Potenza
หัตถการอื่นๆ: TCA Cross, Dermabrasion, การผ่าตัด
สำหรับหลุมสิวประเภท Ice Pick ที่ลึกและแคบ แพทย์อาจใช้วิธี TCA Cross หรือการแต้มกรดความเข้มข้นสูงลงไปที่ก้นหลุม เพื่อกระตุ้นให้เนื้อเยื่อบีบตัวเข้าหากันจนหลุมตื้นขึ้น ส่วนวิธี Dermabrasion (การกรอผิว) และ Punch Excision (การผ่าตัดรอยหลุมออก) เป็นวิธีดั้งเดิมที่ปัจจุบันได้รับความนิยมน้อยลง เนื่องจากมีเทคโนโลยีเลเซอร์ที่ปลอดภัยและพักฟื้นน้อยกว่าเข้ามาทดแทน
ตารางเปรียบเทียบวิธีรักษาหลุมสิว: เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าที่สุด
เพื่อให้เห็นภาพรวมและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ตารางนี้เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมของแต่ละวิธี
| วิธีรักษา | เหมาะกับหลุมสิวประเภท | ระดับความเจ็บ | ระยะเวลาพักฟื้น | จุดเด่น |
| Picosure Pro | Rolling, Boxcar, รูขุมขนกว้าง | น้อย-ปานกลาง | 1-2 วัน (หน้าแดง) | ผิวเรียบเนียน พักฟื้นสั้น ผิวกระจ่างใส |
| Fractional CO2 | Boxcar, Rolling | ปานกลาง-มาก | 5-7 วัน (ตกสะเก็ด) | ผลัดผิวชั้นบนได้ดี แต่เสี่ยงรอยดำ |
| Subcision | Rolling Scars (พังผืดเยอะ) | ปานกลาง | 3-7 วัน (รอยช้ำ) | แก้ปัญหาพังผืดโดยตรง ผิวดีดตัวขึ้น |
| RF Microneedling (Potenza) | Boxcar, Ice Pick, ผิวหย่อนคล้อย | ปานกลาง | 2-3 วัน | กระตุ้นคอลลาเจนลึก ผิวกระชับ |
| สารเติมเต็ม (Filler) | Rolling, Boxcar (กว้าง) | น้อย | ไม่มี | เห็นผลทันที ผิวดูเต็มขึ้น |
| TCA Cross | Ice Pick Scars | แสบเล็กน้อย | 5-7 วัน (สะเก็ดจุด) | แก้หลุมลึกแคบได้ดี ราคาประหยัด |
การเตรียมตัวก่อนและดูแลตัวเองหลังการรักษาหลุมสิว
การดูแลผิวที่ดีทั้งก่อนและหลังทำหัตถการ มีผลต่อผลลัพธ์การรักษาถึง 50% และช่วยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้มาก
สิ่งที่ควรทำก่อนไปพบแพทย์
ก่อนเข้ารับการ รักษาหลุมสิว 1-2 สัปดาห์ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและการทำกิจกรรมกลางแจ้ง งดการสครับผิว การโกนขน หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวเข้มข้น เพื่อป้องกันผิวระคายเคือง หากมีการทานยาละลายลิ่มเลือดหรืออาหารเสริมบางชนิดที่ทำให้เลือดหยุดยาก ควรแจ้งแพทย์ทราบล่วงหน้า และควรงดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนทำ
วิธีดูแลผิวหลังทำเลเซอร์และหัตถการเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
หลังการรักษา ผิวจะมีความบอบบางเป็นพิเศษ การทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ PA++++ เป็นประจำทุกวันสำคัญที่สุดเพื่อป้องกันรอยดำ ควรทำความสะอาดผิวหน้าอย่างเบามือด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน เน้นการทามอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเติมความชุ่มชื้นและเสริมเกราะป้องกันผิว หากมีสะเก็ดแผล ห้ามแกะเกาโดยเด็ดขาด ให้รอหลุดไปเองตามธรรมชาติ หลีกเลี่ยงความร้อน การอบซาวน่า และการออกกำลังกายหนักในช่วง 2-3 วันแรก
วิธีป้องกันการเกิดหลุมสิวใหม่ในอนาคต
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ วิธีที่ดีที่สุดคือการดูแลสิวอักเสบให้ยุบเร็วที่สุดโดยไม่ทิ้งรอย หากเป็นสิวอักเสบเม็ดใหญ่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดลดสิวหรือรับยาทาที่เหมาะสมห้ามบีบแกะสิว เด็ดขาดเพราะเป็นสาเหตุหลักของหลุมสิว การใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวอย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมการเกิดสิวใหม่ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นซ้ำในอนาคต
สรุป
การ รักษาหลุมสิว เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความเข้าใจ ความอดทน และการเลือกวิธีที่ถูกต้อง แม้จะไม่มีวิธีใดที่ทำให้ผิวกลับมาเหมือนเดิม 100% ได้ แต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบันสามารถฟื้นฟูผิวให้ดีขึ้นได้อย่างชัดเจนถึง 70-90% การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ เช่น Picosure Pro หรือ Potenza ร่วมกับการดูแลโดยแพทย์ที่มีความชำนาญการ จะช่วยให้คุณกลับมามีผิวที่เรียบเนียนและมั่นใจได้อีกครั้ง สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวและวางแผนการรักษาที่เหมาะกับคุณที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
รักษาหลุมสิวเจ็บไหม?
ระดับความเจ็บขึ้นอยู่กับชนิดของหัตถการ สำหรับเทคโนโลยีใหม่อย่าง Picosure Pro หรือ Potenza จะมีความรู้สึกดีดๆ หรืออุ่นๆ บริเวณผิวเพียงเล็กน้อย ซึ่งมีการทายาชาช่วยบรรเทาความรู้สึกก่อนทำ ทำให้คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกสบายและทนได้
ต้องรักษากี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความลึกและชนิดของหลุมสิว โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรก แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและน่าพึงพอใจ แนะนำให้ทำต่อเนื่องประมาณ 3-5 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุก 4-6 สัปดาห์ ตามคำแนะนำของแพทย์
ผลลัพธ์อยู่ถาวรไหม?
การรักษาหลุมสิวด้วยการกระตุ้นคอลลาเจนหรือตัดพังผืด ให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างถาวร เนื้อเยื่อที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จะคงอยู่ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุและความหย่อนคล้อยของผิวตามธรรมชาติ ส่วนการใช้สารเติมเต็ม (Filler) จะมีระยะเวลาคงอยู่ประมาณ 1-2 ปี และต้องกลับมาเติมซ้ำ
“ปรับผิวให้เนียน ด้วย Picosure Pro เทคโนโลยีที่จะฟื้นสภาพผิวให้กลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง”
หากต้องการรักษาหลุมสิว ทำไมต้องใช้บริการจาก The Signature Clinic

การแก้ไขปัญหาหลุมสิวให้เห็นผลจริง ต้องอาศัยทั้ง “ฝีมือแพทย์” และ “เครื่องมือมาตรฐาน” The Signature Clinic เลือกใช้เทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Picosure Pro จาก Cynosure และ Potenza ในการรักษา ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการฟื้นฟูผิว โดยทีมแพทย์ของเรานำโดย Medical Trainer ระดับประเทศ มีความชำนาญการในการวิเคราะห์ประเภทหลุมสิวและวางแผนการรักษาแบบผสมผสาน (Combination Therapy) เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำ ปลอดภัย และคืนความเรียบเนียนให้ผิวคุณได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดูรายละเอียดบริการรักษาหลุมสิวเพิ่มเติม

