ฝ้า เกิดจากอะไร เป็นคำถามที่ผู้หญิงหลายคนสงสัย เพราะฝ้า กระ เป็นปัญหาผิวที่รบกวนความมั่นใจ ทำให้ใบหน้าดูหมองคล้ำ ไม่สดใส The Signature Clinic เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลผิวที่มีฝ้า จึงนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับสาเหตุการเกิดฝ้า ชนิดของฝ้า บริเวณที่ฝ้ามักเกิด รวมถึงวิธีรักษาและป้องกันฝ้าอย่างได้ผล เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลผิวให้ที่ดูดีขึ้น ช่วยลดปัญหาฝ้า
สรุป ฝ้า เกิดจากอะไร มีกี่ชนิด วิธีรักษาและป้องกัน
- ฝ้า เป็นภาวะที่เกิดจากเม็ดสีเมลานินในชั้นผิวทำงานมากเกินไป ทำให้ปรากฏเป็นปื้นสีน้ำตาลหรือสีเทาคล้ำบนใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแสงแดดเป็นประจำ เช่น หน้าผาก แก้ม จมูก คาง
- สาเหตุการเกิดฝ้า เกิดจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ แสง UV จากดวงอาทิตย์ ฮอร์โมนเพศหญิงในช่วงตั้งครรภ์หรือรับประทานยาคุมกำเนิด พันธุกรรม ยาบางชนิด และเครื่องสำอางระคายเคือง ซึ่งล้วนกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีให้ทำงานผิดปกติ
- ฝ้ามี 3 ชนิดหลักๆ คือ ฝ้าตื้นในชั้นหนังกำพร้า ฝ้าลึกในชั้นหนังแท้ และฝ้าผสมทั้ง 2 แบบ โดยฝ้าลึกและฝ้าผสมจะรักษายากกว่าฝ้าตื้น
- วิธีรักษาฝ้า ทำได้หลายวิธี ทั้งใช้ยาทา ยารับประทาน การฉายเลเซอร์ IPL การทำ chemical peeling การฝังเข็ม หรือใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับชนิดของฝ้า ความรุนแรง และงบประมาณของผู้ป่วย
- วิธีป้องกันฝ้าที่ดีที่สุด คือการเลี่ยงแสงแดดจัด ทาครีมกันแดดเป็นประจำ หลีกเลี่ยงยาและเครื่องสำอางที่กระตุ้นการเกิดฝ้า รวมถึงรักษาสุขภาพให้แข็งแรง บำรุงผิวให้สมดุลอยู่เสมอ เพื่อลดโอกาสฝ้ากลับมาเป็นซ้ำ
ฝ้าเป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อย เกิดจากหลายสาเหตุ แต่สามารถป้องกันและรักษาได้หากเข้าใจถึงต้นตอของปัญหา และเลือกวิธีจัดการให้เหมาะสม การปรึกษาแพทย์ผิวหนังจะช่วยวางแผนการรักษาฝ้าได้ตรงจุดและเหมาะสม
”ฝ้า คืออะไร รักษาวิธีไหนได้บ้างเหมาะสม”
ฝ้า (Melasma) คืออะไร?
ฝ้า หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Melasma คือ ภาวะที่เซลล์สร้างเม็ดสีในชั้นหนังกำพร้าทำงานมากเกินไป ส่งผลให้มีปริมาณเมลานินสูงขึ้น ปรากฏเป็นแพทช์สีน้ำตาลหรือสีเทาคล้ำบนผิวหนัง โดยฝ้ามักเกิดในบริเวณที่สัมผัสแสงแดดบ่อย เช่น หน้าผาก แก้ม จมูก ริมฝีปากบน และคาง เป็นต้น
สาเหตุของฝ้า เกิดจากอะไร?
สาเหตุการเกิดฝ้า เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ได้แก่
- แสงแดด โดยเฉพาะรังสี UVA และ UVB ซึ่งไปกระตุ้นเซลล์สร้างเมลานินให้ทำงานเพิ่มขึ้น
- ฮอร์โมนเพศหญิง ทั้งจากการตั้งครรภ์ การใช้ยาคุมกำเนิด หรือการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน
- พันธุกรรม คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นฝ้าจะมีโอกาสเป็นสูงกว่าคนทั่วไป
- ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคลมชัก
- เครื่องสำอางที่ระคายเคืองหรือมีสารก่อภูมิแพ้
สาเหตุการเกิดฝ้าเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เม็ดสีเมลานินในชั้นผิวถูกกระตุ้นให้ทำงานผิดปกติ จนเกิดปื้นฝ้าแดดขึ้นในที่สุด
อาการของฝ้า เป็นอย่างไร?
อาการของฝ้า จะเริ่มแรกปรากฏเป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อนหรือเทาเล็กๆ ต่อมาจะค่อยๆเข้มขึ้น มีเฉดสีตั้งแต่น้ำตาลไปจนถึงน้ำตาลเข้มหรือดำ ลักษณะรอยด่างจะมีรูปร่างและขนาดที่ไม่แน่นอน กระจายเป็นบริเวณกว้าง เช่น ทั้งแก้ม ทั้งหน้าผาก ถ้าไม่รีบรักษา ฝ้าจะฝังลึกลงในผิว อาจมีอาการคัน และกลายเป็นรอยด่างถาวรได้ในที่สุด
ฝ้า แบ่งออกได้กี่ชนิด?
สามารถแบ่งฝ้าตามตำแหน่งและลักษณะของการเกิด ได้เป็น 3 ชนิดหลักๆ คือ
- ฝ้าตื้น (Epidermal Melasma) เป็นฝ้าที่เกิดในชั้นผิวหนังกำพร้า ลักษณะมีสีน้ำตาลค่อนข้างเข้ม แต่มีขอบเขตชัดเจน
- ฝ้าลึก (Dermal Melasma) เกิดขึ้นที่ชั้นหนังแท้ใต้ผิวหนังกำพร้า มีสีอมเทาหรือม่วงน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัด ฝ้าชนิดนี้รักษาได้ยากกว่า
- ฝ้าแบบผสม (Mixed Type Melasma) เกิดทั้งในชั้นผิวหนังกำพร้าและหนังแท้ พบได้บ่อยที่สุด ตรงกลางเป็นสีเข้ม ส่วนขอบจะมีสีค่อนข้างจางกว่า
การประเมินชนิดของฝ้าจะช่วยให้แพทย์ผิวหนังวางแผนการรักษาได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ฝ้า มักเกิดในบริเวณไหน?
ฝ้ามักปรากฏตามพื้นที่ที่โดนแสงแดดโดยตรงบ่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่บนใบหน้า บริเวณที่พบฝ้า กระ ได้แก่
- โหนกแก้มและใบหน้าทั้งสองข้าง
- หน้าผากและเหนือคิ้ว
- จมูกหรือบริเวณรอบจมูก
- เหนือริมฝีปากบน, ร่องแก้ม
- คาง โดยเฉพาะแนวขากรรไกร
นอกจากนี้ ฝ้ายังพบได้บนลำตัวในส่วนที่ถูกแดดเช่นกัน ทั้งหลังมือ แขน ไหล่ หลัง และหน้าอก
วิธีรักษาฝ้า ให้ได้ผล ทำอย่างไรได้บ้าง?
ปัจจุบันมีวิธีรักษาฝ้าให้จางและดูดีขึ้นอยู่หลายวิธี การเลือกใช้วิธีรักษาฝ้าแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของฝ้า ความรุนแรง งบประมาณ และความพร้อมของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ซึ่งแต่ละวิธีจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ดังนี้
1. รักษาฝ้าด้วยเลเซอร์
เป็นการฉายแสงเลเซอร์ที่ความยาวคลื่นเฉพาะเจาะจง เพื่อกำจัดเม็ดสีเมลานินส่วนเกินโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังรอบข้าง การรักษาด้วยเลเซอร์ต้องทำหลายครั้งและมีราคาค่อนข้างสูง แต่ได้ผลเร็ว ทำให้ฝ้าดูจางลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามอาจมีผลข้างเคียงอย่างผิวแดง ระคายเคือง และเส้นเลือดขอดในบางราย
2. ใช้ยาหรือครีมรักษาฝ้า
ปัจจุบันมียาชนิดทาและยารับประทานที่มีสารออกฤทธิ์ลดเลือนฝ้าได้ดี เช่น
- สารไฮโดรควิโนน ทาเฉพาะปื้นฝ้าวันละ 1-2 ครั้ง ช่วยยับยั้งการสังเคราะห์เมลานินในเซลล์สร้างสี
- กรดทรานเอ็กซามิก (Tranexamic acid) ยาทาและรับประทาน จะช่วยให้ฝ้าจางขึ้นเมื่อใช้สม่ำเสมอ
- ครีมผสมสารไวท์เทนนิ่งอื่นๆ เช่น กรดโคจิก อัลฟาอาร์บูติน แอสคอร์บิคแอซิด วิตามินอี เป็นต้น ข้อดีของการรักษาฝ้าด้วยยาคือสะดวก ราคาไม่แพง และผลข้างเคียงน้อย แต่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล
3. การรักษาด้วยวิธีธรรมชาติจากพืชสมุนไพร
การใช้สมุนไพรและวัตถุดิบธรรมชาติเพื่อลดเลือนฝ้ามีมานานแล้ว โดยอาศัยสารต้านอนุมูลอิสระ และสารยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสในการลดปริมาณเมลานิน บางสูตรที่นิยมใช้ เช่น
- มาสก์หน้าด้วยหัวไชเท้า: บดหัวไชเท้าสด ผสมน้ำให้เข้ากัน พอกทิ้งไว้15 นาที แล้วล้างออก
- มาสก์หน้าด้วยใบบัวบก: นำใบบัวบกล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียด แล้วทาบริเวณที่เป็นฝ้า
- มาสก์หน้าด้วยมะขามเปียก: ใช้เนื้อมะขามเปียกพอกหน้า ทิ้งไว้ 20 นาทีก่อนล้างออก
- มาสก์หน้าด้วยว่านหางจระเข้: ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ นำเนื้อในมาบดผสมน้ำ แล้วพอกทิ้งไว้ 20 นาที
การใช้สมุนไพรรักษาฝ้ามีข้อดีคือเป็นธรรมชาติ ทำเองได้ง่าย แต่อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล และไม่ได้ผลชัดเจนเท่าวิธีทางการแพทย์
4. รักษาฝ้าด้วย IPL
เครื่อง Intense Pulse Light (IPL) ปล่อยแสงความเข้มสูงหลายความยาวคลื่นเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน และลดการสร้างเม็ดสีเมลานินในชั้นผิว ทำให้ฝ้าดูจางลง ผิวดูเนียนเรียบและกระชับขึ้น เหมาะกับฝ้าระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง แตไม่ควรทำในผู้ที่ผิวไหม้แดดง่าย
5. กรอผิวด้วยเกร็ดคริสตัล
การกรอผิวด้วยเกร็ดคริสตัลเป็นการขัดผิวชั้นนอกให้ผิวเก่าหลุดออกไป ผิวชั้นใหม่ที่เนียนดูดีขึ้นจะค่อยๆ เผยตัวขึ้นมา ทำให้ปื้นฝ้าตื้นดูจางลงอย่างรวดเร็ว แต่อาจทำให้ผิวแห้งระคายเคืองได้ในบางคน
6. เสริมเมโสลดฝ้า
การฉีดสารตัวกลางไฟโบลาสติก (Fibroblasticไ Medium) เข้าใต้ผิวหนังด้วยเทคนิค nappage เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ผิวหนังจึงแข็งแรงขึ้น ปื้นฝ้าที่เคยเด่นชัดเมื่อก่อนจะดูลดเลือนลง การทำเมโสควรทำในคนไข้ที่สุขภาพดีและไม่มีโรคผิวหนังเรื้อรัง
7. รักษาฝ้าด้วย Picosure Pro
นวัตกรรม Picosure Pro ใช้พลังงานแสงเลเซอร์ PressureWave ที่มีความแม่นยำสูง กำจัดเม็ดสีเมลานินส่วนเกินได้ดี ทำลายฝ้าได้ลึกถึงตำแหน่งที่ฝังตัวในชั้นหนังแท้ จึงได้ผลดีในฝ้าเรื้อรังที่รักษายาก และไม่ค่อยมีผลข้างเคียง แต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง >> รู้จักโปรแกรม Picosure Pro เพิ่มเติม!
วิธีป้องกันการเกิดฝ้า ไม่ให้เกิดฝ้าอีก
การป้องกันการเกิดฝ้าและไม่ให้ฝ้าที่หายแล้วกลับมาเป็นซ้ำนั้นสามารถทำได้ ดังนี้
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ใช้ร่มหรือหมวกปีกกว้างป้องกันแดดทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน
- ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน แม้ในวันที่อากาศมืดครึ้ม เลือกกันแดดที่มีค่า SPF30 ขึ้นไป
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อลดความเครียดที่เป็นสาเหตุกระตุ้นให้ฝ้ากำเริบ
- เลือกใช้เครื่องสำอางที่อ่อนโยน ไม่มีสารระคายเคือง เน้นสูตรสำหรับผิวบอบบาง
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาและฮอร์โมนบางชนิดที่มีผลต่อการเกิดฝ้า เช่น ยาคุมกำเนิด ในรายที่เสี่ยง
- หมั่นบำรุงผิวด้วยเซรั่มหรือครีมที่ช่วยชะลอการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส เช่น สารไทอามิดอล
“ปรับผิวให้เนียน ด้วย Picosure Pro เทคโนโลยีที่จะฟื้นสภาพผิวให้กลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง”
หากสนใจรักษาฝ้า สามารถใช้บริการ The Signature Clinic ได้แล้ววันนี้!
หากคุณกำลังมองหาบริการรักษาฝ้าที่เหมาะสม มีการดูแลอย่างใกล้ชิด The Signature Clinic พร้อมดูแลคุณด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ Picosure Pro ซึ่งใช้พลังงานแสง PressureWave นาโนเทคโนโลยีล่าสุด ที่สามารถกำจัดเม็ดสีเมลานินได้อย่างตรงจุด ลึกถึงชั้นหนังแท้ จึงรักษาฝ้าที่ฝังลึกและเรื้อรังได้ดี โดยผู้เข้ารับการรักษาจะรู้สึกเพียงแค่ความร้อนเล็กน้อย มีความรู้สึกสบายขณะรับบริการเหมือนเลเซอร์ทั่วไป แถมยังใช้เวลารักษาสั้น การฟื้นตัวหลังทำอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
สรุป
ถึงแม้ ฝ้า เกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ฮอร์โมน หรือพันธุกรรม และแม้ว่าจะรักษาได้ยาก แต่ก็สามารถควบคุมและบรรเทาอาการได้ สิ่งสำคัญคือการป้องกันตัวเองจากแสงแดด รักษาสมดุลฮอร์โมน และเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับผิว The Signature Clinic พร้อมดูแลคุณด้วยการรักษาฝ้า ช่วยให้ผิวที่ดูดีขึ้นช่วยดูแลผิวของคุณด้วยความใส่ใจ เพื่อส่งมอบความสวยใสที่แท้จริงให้คุณได้เป็นเจ้าของ
คำถามที่พบบ่อย
ฝ้าตรงโหนกแก้มเกิดจากอะไร?
ส่วนใหญ่ฝ้าตรงโหนกแก้มเกิดจากการสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน จากกิจกรรมกลางแจ้ง หรืออาชีพที่ต้องทำงานข้างนอก แสง UV ไปกระตุ้นเซลล์สร้างเมลานินทำงานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดฝ้าตรงแก้ม
ทำยังไงหน้าถึงจะหายเป็นฝ้า?
ต้องใช้ความอดทนและสม่ำเสมอในการรักษา โดยผสมผสานหลายๆ วิธีร่วมกัน ทั้งการหลีกเลี่ยงแดด ใช้ครีมทาฝ้า ทำเลเซอร์ รวมถึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันด้วย หากติดตามการรักษานานพอ ฝ้าก็ค่อยๆจางลงได้
คนเป็นฝ้าขาดวิตามินอะไร?
คนที่เป็นฝ้ามักพบว่ามีภาวะขาดวิตามินซี วิตามินอี และ วิตามินเอ ซึ่งวิตามินเหล่านี้มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินเกินปกติ นอกจากกินอาหารที่มีวิตามินพวกนี้แล้ว อาจเสริมด้วยอาหารเสริมตามคำแนะนำแพทย์
คนเป็นฝ้าห้ามกินอะไร?
อาหารประเภททอดกรอบ ของหมักดอง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงของหวานจัด ล้วนส่งผลให้ฝ้าลุกลามได้ เพราะไปเพิ่มกระบวนการอักเสบ กระตุ้นเซลล์สร้างเมลานินทำงานเพิ่มขึ้น คนที่กำลังเป็นฝ้าจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกนี้ให้มากที่สุด


