ปัญหา ฝ้าลึก และ ฝ้าฝังลึก คงเป็นเรื่องกวนใจใครหลายคน เพราะไม่เพียงแต่ทำให้ผิวดูไม่สม่ำเสมอ แต่ยังบั่นทอนความมั่นใจอีกด้วย หลายท่านอาจกำลังสงสัยว่าตนเอง เป็นฝ้า ชนิดนี้หรือไม่ และมี สาเหตุการเกิดฝ้า มาจากอะไร บทความนี้ The Signature Clinic จะพาไปทำความเข้าใจถึงต้นตอของฝ้าลึก ลักษณะที่แตกต่างจากฝ้าชนิดอื่น พร้อมแนะนำแนวทางและวิธี รักษาฝ้าลึก อย่างเหมาะสมและปลอดภัย เพื่อให้คุณกลับมามีความมั่นใจในผิวของตัวเองอีกครั้ง
5 ข้อฉบับย่อกับเรื่องฝ้าลึกที่ทุกคนต้องรู้!
- ฝ้าลึกคืออะไร? คือเม็ดสี (เมลานิน) ที่สะสมตัวอยู่ลึกถึง “ชั้นหนังแท้” ไม่ใช่แค่ผิวชั้นบน ทำให้เห็นเป็นรอยปื้นสีน้ำตาลอมเทาหรือม่วงคล้ำ ขอบเขตไม่ชัดเจน และรักษายากกว่าฝ้าทั่วไป
- เกิดจากอะไร? สาเหตุหลักอันดับหนึ่งคือ “แสงแดด” ที่กระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีโดยตรง แต่ปัจจัยภายในอย่างฮอร์โมน (เช่น การตั้งครรภ์, ยาคุมกำเนิด) และพันธุกรรม ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน
- รักษาอย่างไร? รักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่ “จัดการให้จางลงและควบคุมได้” ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ การรักษาที่ได้รับการยอมรับและมีประสิทธิภาพสูงคือเลเซอร์กลุ่ม Picosecond อย่าง PicoSure Pro ที่สามารถส่งพลังงานลงไปทำลายเม็ดสีในชั้นลึกได้โดยตรง โดยไม่ทำร้ายผิวรอบข้าง
- ป้องกันสำคัญที่สุด: หัวใจหลักคือ “การทาครีมกันแดด SPF สูงๆ ทุกวันแบบไม่มีข้อแม้” ควบคู่กับการหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด เพื่อควบคุมไม่ให้ฝ้ากลับมาเข้มขึ้นหรือเกิดฝ้าใหม่
- ต้องปรึกษาแพทย์เท่านั้น: เนื่องจากฝ้าลึกมีความซับซ้อน การวินิจฉัยประเภทฝ้าที่ถูกต้องและการวางแผนการรักษาโดยแพทย์ผู้มีความชำนาญเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
“ฝ้าลึก เกิดจากอะไร แก้ด้วยวิธีไหนได้บ้าง”
ฝ้าลึก คืออะไร?

ฝ้าลึก (Dermal Melasma) คือ การเกิดความผิดปกติของเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ที่ผลิตเม็ดสีเมลานินออกมามากเกินไป แล้วเม็ดสีเหล่านั้นเกิดการสะสมตัวอยู่ในชั้นผิวที่ลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่งแตกต่างจาก ฝ้าตื้น ที่เม็ดสีจะสะสมอยู่แค่ในชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เท่านั้น ด้วยความที่เม็ดสีอยู่ลึกกว่า จึงทำให้การรักษาฝ้าลึกมีความซับซ้อนและต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถส่งพลังงานลงไปจัดการกับเม็ดสีได้อย่างจำเพาะเจาะจง
ลักษณะของฝ้าลึก เป็นอย่างไร?
ลักษณะเด่นของฝ้าลึกที่สามารถสังเกตได้คือ รอยปื้นสีน้ำตาลอมเทา น้ำตาลอมฟ้า หรือสีม่วงคล้ำ ซึ่งสีจะดูเข้มและคล้ำกว่าฝ้าตื้นอย่างเห็นได้ชัด ขอบเขตของรอยฝ้ามักจะไม่คมชัด แต่จะกลืนไปกับผิวโดยรอบ มักพบบริเวณโหนกแก้ม สันจมูก หรือหน้าผาก และเนื่องจากเม็ดสีอยู่ลึก การตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาทาเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ และต้องใช้เวลาในการรักษามากกว่าฝ้าตื้น
ฝ้าลึก สาเหตุเกิดจากอะไร?
สาเหตุการเกิดฝ้าลึก (Melasma) มีความซับซ้อนและเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยสามารถแบ่งปัจจัยกระตุ้นหลักๆ ได้ดังนี้
ปัจจัยภายใน
ปัจจัยจากภายในร่างกายเป็นส่วนสำคัญที่ควบคุมการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีโดยตรง ได้แก่ พันธุกรรม หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นฝ้า ก็จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในช่วงตั้งครรภ์ การรับประทานยาคุมกำเนิด หรือภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล ก็เป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้เกิดฝ้าได้
ปัจจัยภายนอก
ปัจจัยภายนอกที่สำคัญที่สุดและหลีกเลี่ยงได้ยากคือ แสงแดด รังสีอัลตราไวโอเลต (UVA และ UVB) เป็นตัวกระตุ้นโดยตรงที่ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติและผลิตเม็ดสีออกมาจำนวนมาก การเผชิญแสงแดดเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกันที่เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ฝ้าเข้มขึ้นและเกิดฝ้าใหม่ได้ง่าย สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ จุดด่างดำจากแสงแดด ได้ที่ โรงพยาบาลสมิติเวช
ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต
พฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างก็ส่งผลต่อการเกิดฝ้าลึกได้เช่นกัน เช่น ความเครียดสะสมและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวน นอกจากนี้ การใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำหอม แอลกอฮอล์ หรือสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ก็อาจทำให้ผิวอ่อนแอและไวต่อปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ มากขึ้น
ปัจจัยอื่น ๆ
นอกเหนือจากสาเหตุข้างต้น ยังมีปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้าได้อีก เช่น:
- อายุ: เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การทำงานของเซลล์ผิวจะเริ่มเสื่อมสภาพ ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลงและไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น
- ยาบางชนิด: ยาบางกลุ่ม เช่น ยารักษาอาการชัก อาจมีผลข้างเคียงที่กระตุ้นการผลิตเม็ดสีได้
- แสงสีฟ้า (Blue Light): แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดฝ้าได้เช่นกันหากสัมผัสเป็นเวลานาน
ประเภทของฝ้า มีอะไรบ้าง แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร?
เพื่อให้เข้าใจปัญหาผิวได้ดียิ่งขึ้น เราสามารถแบ่งประเภทของฝ้าตามลักษณะและการเกิดได้ 5 ประเภท ดังนี้
1. ฝ้าลึก
มีลักษณะเป็นรอยปื้นสีน้ำตาลอมเทาหรือม่วงคล้ำ ขอบเขตไม่ชัดเจน เกิดจากการสะสมของเม็ดสีในชั้นหนังแท้ ทำให้การรักษามีความซับซ้อนและต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วย
2. ฝ้าตื้น
เป็นรอยปื้นสีน้ำตาล ขอบเขตชัดเจน เกิดจากเม็ดสีสะสมในชั้นหนังกำพร้า ซึ่งอยู่ตื้นกว่า จึงตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่าและเร็วกว่าฝ้าลึก
3. ฝ้าแดด
เกิดจากรังสี UV ในแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นหลัก มีลักษณะเป็นรอยปื้นสีน้ำตาลคล้ำ มักพบบริเวณที่สัมผัสแดดโดยตรง เช่น โหนกแก้มและหน้าผาก ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึก
4. ฝ้าเลือด
มีลักษณะเป็นรอยปื้นแดงๆ คล้ายเส้นเลือดฝอย ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดใต้ผิวหนังร่วมกับการมีเม็ดสีเพิ่มขึ้น มักถูกกระตุ้นได้ง่ายด้วยความร้อนและแสงแดด
5. ฝ้าแบบผสม
เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด คือการเกิดฝ้าทั้งชนิดตื้นและลึกปะปนกันในบริเวณเดียวกัน ทำให้การรักษายิ่งต้องอาศัยการวางแผนที่ละเอียดและอาจต้องใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการ รักษาฝ้า
วิธีการรักษาฝ้าลึก มีอะไรบ้าง?

การรักษาฝ้าลึกจำเป็นต้องอาศัยแนวทางที่หลากหลายและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่ทำให้ฝ้าหายขาดได้ เป้าหมายของการรักษาจึงเป็นการทำให้รอยฝ้าจางลง ควบคุมไม่ให้เข้มขึ้น และป้องกันการเกิดใหม่ ซึ่งมีแนวทางหลักๆ ดังนี้
1. เลเซอร์ Picosure Pro รักษาฝ้าลึก
เลเซอร์ฝ้าลึก ด้วยเทคโนโลยี Picosecond อย่าง Picosure Pro ถือเป็นมาตรฐานการรักษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยการปล่อยพลังงานเลเซอร์ความเร็วสูงในระดับ 1 ต่อล้านล้านวินาที ทำให้เม็ดสีที่อยู่ลึกในชั้นหนังแท้แตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ โดยไม่สร้างความร้อนสะสมที่อาจทำร้ายผิวโดยรอบ ทำให้ร่างกายกำจัดเม็ดสีที่แตกละเอียดออกไปได้ง่ายขึ้น เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงและลดความเสี่ยงการเกิดรอยดำหลังทำ (PIH) สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PicoSure Pro คืออะไร หรือดู โปรแกรมรักษาฝ้าด้วย Picosure Pro ของเราได้
2. ผลัดเซลล์ผิวรักษาฝ้าลึก
การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peeling) ภายใต้การดูแลของแพทย์ สามารถช่วยเร่งการกำจัดเซลล์ผิวเก่าที่มีเม็ดสีสะสมอยู่ออกไปได้ แต่วิธีนี้มักจะได้ผลดีกับฝ้าตื้นมากกว่าฝ้าลึก และต้องทำด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองที่รุนแรง
3. ใช้ยาทารักษาฝ้าลึก
การใช้ยาทากลุ่มที่มีส่วนผสมของ Hydroquinone, Tretinoin หรือ Tranexamic Acid สามารถช่วยลดการสร้างเม็ดสีได้ แต่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลและสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น เนื่องจากการใช้อย่างไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวบางไวต่อแสง หรือเกิดรอยด่างขาวได้
4. รับประทานยารักษาฝ้าลึก
ยาชนิดรับประทาน เช่น Tranexamic Acid มีข้อมูลการวิจัยรองรับว่าสามารถช่วยให้ฝ้าจางลงได้ แต่การใช้ยานี้ต้องผ่านการประเมินจากแพทย์อย่างละเอียดก่อน เพราะอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง และต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น
5. รับประทานอาหารเสริมและวิตามินรักษาฝ้าลึก
การรับประทานวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี, สารสกัดจากเมล็ดองุ่น หรือเปลือกสน สามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิวและลดการอักเสบจากแสงแดดได้ แต่มักใช้เป็นเพียงการรักษาเสริมควบคู่ไปกับวิธีหลักเท่านั้น
6. ปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะด้านการรักษาฝ้าลึก
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้ารับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาโดยแพทย์ผู้มีความชำนาญ เพราะแพทย์จะสามารถประเมินชนิดและความลึกของฝ้าได้อย่างแม่นยำ และเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยที่สุด
วิธีดูแลผิวเมื่อเกิดฝ้าลึก ดูแลผิวอย่างไรให้เหมาะสม?
การดูแลผิวอย่างถูกวิธีเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมฝ้าลึกและป้องกันไม่ให้รอยฝ้าเข้มขึ้น ควรเริ่มต้นจากการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างสม่ำเสมอด้วยครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ PA++++ ขึ้นไป เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยนเพื่อไม่ให้ผิวระคายเคือง และเสริมความแข็งแรงให้เกราะป้องกันผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของเซราไมด์ (Ceramide) หรือกรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid)
H2: วิธีการป้องกันการเกิดซ้ำของฝ้าลึก
แม้จะรักษาจนฝ้าจางลงแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากไม่ดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ:
- ทาครีมกันแดดทุกวัน: ไม่ว่าจะอยู่ในที่ร่มหรือกลางแจ้ง และควรทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมงเมื่อต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด: โดยเฉพาะช่วงเวลา 10:00 – 16:00 น. และสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกปีกกว้าง หรือแว่นกันแดด
- เลือกใช้สกินแคร์ที่อ่อนโยน: หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง
- ดูแลสุขภาพองค์รวม: จัดการความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อรักษาสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
สรุป
ฝ้าลึก เป็นภาวะที่เม็ดสีเมลานินสะสมตัวลึกถึงชั้นหนังแท้ มีสาเหตุจากทั้งปัจจัยภายในอย่างฮอร์โมนและพันธุกรรม และปัจจัยภายนอกที่สำคัญที่สุดคือแสงแดด การรักษาจำเป็นต้องอาศัยแนวทางที่ถูกต้องและต่อเนื่อง ตั้งแต่การทายา รับประทานยา ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ที่ทันสมัยอย่าง Picosure Pro ควบคู่ไปกับการดูแลและป้องกันผิวจากแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทั้งหมดนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้มีความชำนาญเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
ฝ้าลึกรักษาอย่างไร?
การรักษาฝ้าลึกที่ได้ผลดีมักจะต้องใช้วิธีการทางการแพทย์เข้าช่วย เช่น การทำเลเซอร์ Picosure Pro เพื่อทำลายเม็ดสีในชั้นหนังแท้โดยตรง ร่วมกับการใช้ยาทาหรือยารับประทานภายใต้การดูแลของแพทย์
ลักษณะของฝ้าลึกเป็นอย่างไร?
ฝ้าลึกมีลักษณะเป็นรอยปื้นสีน้ำตาลอมเทาหรือม่วงคล้ำ ขอบเขตไม่ชัดเจน กลืนไปกับผิวโดยรอบ แตกต่างจากฝ้าตื้นที่เป็นสีน้ำตาลและมีขอบเขตชัดเจนกว่า
ฉีดสลายฝ้ากับเลเซอร์ อันไหนดีกว่ากัน?
การฉีดสารบางชนิดเข้าสู่ผิวอาจช่วยให้ฝ้าจางลงได้ แต่สำหรับฝ้าลึก การรักษาด้วยเลเซอร์อย่าง Picosure Pro มักให้ผลลัพธ์ที่จำเพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะสามารถส่งพลังงานลงไปจัดการเม็ดสีในชั้นหนังแท้ได้อย่างแม่นยำ
กินอะไรสลายฝ้า?
ยังไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถ “สลายฝ้า” ได้โดยตรง แต่การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักใบเขียวและผลไม้ตระกูลเบอร์รี สามารถช่วยให้ผิวแข็งแรงและทนต่อแสงแดดได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผิวโดยรวม
วาสลีนแก้ฝ้าได้ไหม?
วาสลีนเป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่ดี ช่วยเคลือบผิวและป้องกันการสูญเสียน้ำ แต่ไม่มีคุณสมบัติในการลดเลือนเม็ดสีหรือรักษาฝ้าได้โดยตรง การทาวาสลีนจึงไม่สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้
“รักษาฝ้าลึก ด้วย Picosure Pro เทคโนโลยีที่จะฟื้นสภาพผิวให้กลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง”
หากต้องการรักษาฝ้าลึก ทำไมต้องใช้บริการจาก The Signature Clinic

การ รักษาฝ้าลึก ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยนั้น ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในปัญหาผิวอย่างลึกซึ้งและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่ The Signature Clinic เราเป็น ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเลเซอร์ ที่นำโดยทีมแพทย์ผู้มีความชำนาญในการวิเคราะห์และวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล เราได้รับความไว้วางใจให้เป็น Cynosure Signature Partner ซึ่งทำให้เราสามารถใช้เทคโนโลยี Picosure Pro ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกในการรักษาปัญหาเม็ดสีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูผิวให้กลับมาเรียบเนียน กระจ่างใส และคืนความมั่นใจให้กับคุณอีกครั้ง


