ฝ้า กระ เกิดจากอะไร รักษาอย่างไร

ฝ้า กระ คือ ปัญหาผิวจากการผลิตเม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนังมีความผิดปกติทำให้เกิดการผลิตเม็ดสีมากเกินไป มีลักษณะเป็นจุดหรือปื้นที่มีสีเข้มกว่าผิวหนังบริเวณรอบ ๆ ทำให้ผิวหมองคล้ำ ไม่สดใส ที่มีสาเหตุจากแสงแดดและมลภาวะตัวร้ายเป็นตัวกระตุ้น

ฝ้า กระ ปัญหาที่ทำลายความมั่นใจของหลาย ๆ คน เพราะเป็นจุดที่เกิดบนใบหน้ายากที่จะปกปิด และการรักษายังทำได้ยากและต้องใช้เวลาเพราะหลาย ๆ ครั้งลักษณะของฝ้าและกระนั้นคล้ายกันมากและยังมีหลายชนิด จนทำให้แยกไม่ออกและใช้วิธีรักษาผิดวิธี ในบทความนี้ หมอจะไขข้อข้องใจถึงสาเหตุ ข้อแตกต่างของฝ้าและกระรวมถึงวิธีการรักษาให้กับทุกท่านได้ทราบกันครับ 

ฝ้า กระ คืออะไร? 

ฝ้าและกระคือปัญหาผิวที่พบได้บ่อยทั้งในผู้หญิงและผู้ชายมีสาเหตุเกิดจากการผลิตเม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนังนั้นมีความผิดปกติทำให้เกิดการผลิตเม็ดสีขึ้นมามากเกินไปที่แสดงลักษณะเป็นจุดหรือปื้นที่มีสีเข้มกว่าผิวหนังบริเวณรอบ ๆ ทำให้ผิวหมองคล้ำ ไม่สดใส ซึ่งสามารถเกิดขึ้นทุกที่บนผิวหน้าหรือตามผิวกาย ฝ้าและกระนั้นมีหลายรูปแบบหลายชนิดและหลายสาเหตุ ทำให้มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันด้วย แต่โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากรังสียูวีที่มาพร้อมกับแสงแดด แสงไฟ หน้าจอโทรศัพท์ ที่มากระตุ้น 

แม้ว่าฝ้า กระ จะไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังและร่างกาย ไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บหรือคัน แต่ฝ้าและกระเป็นจุดบกพร่องที่เกิดขึ้นบนผิวหนังและเห็นได้ชัดจึงอาจส่งผลต่อความสวยงามและความมั่นใจได้ แต่สิ่งที่อันตรายสำหรับคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ครีมหรือยาที่อวดอ้างว่ารักษาฝ้ากระได้โดยที่ตัวครีมหรือยาไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน อย. มาใช้เองที่หาซื้อได้ทั้งจากช่องทางออนไลน์หรือร้านขายครีมเพราะในส่วนผสมเหล่านั้นมีสารอันตรายของสเตียรอยด์ ปรอท ทำให้ในช่วงแรกได้ผลดีฝ้า กระ อาจจางลง แต่สุดท้ายกลับมาเป็นซ้ำและหนักกว่าเดิมเพราะหน้าติดสารเคมี ทั้งยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วยเพราะฉะนั้นหากเป็นฝ้า กระ หรือมีจุดด่างดำเกิดขึ้น หมอแนะนำให้รีบมาปรึกษาและวางแผนการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะเมื่อปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลให้ฝ้ามีสีเข้มขึ้นการรักษาได้ยากขึ้นและใช้เวลามากขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญได้รับการรักษาที่ถูกต้องปลอดภัยไม่เกิดอันตรายต่อร่างกาย

ฝ้ากระเกิดจากเมลานิน

ฝ้า กระ ต่างกันอย่างไร?

อย่างที่หมอได้เกริ่นมาแล้วว่าฝ้าและกระนั้นมีหลายรูปแบบหลายชนิด แต่หลาย ๆ ท่านอาจจะยังแยกไม่ออกว่ารอยหรือจุดดำที่เกิดขึ้นบนใบหน้านั้นเป็นฝ้าหรือกระกันแน่!! เพื่อจะหาวิธีการรักษาให้ถูกต้อง ในหัวข้อนี้หมอจะมาเปรียบเทียบความแตกต่างของฝ้าและกระให้ทุกท่านสามารถแยกฝ้าและกระได้ง่าย ๆ กันครับ

  • ฝ้า (Meslasma) เกิดจากเม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนังนั้นมีความผิดปกติทำให้เกิดการผลิตเม็ดสีขึ้นมามากเกินไปจะมีลักษณะเป็นรอยปื้นมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ มีรูปร่างหลายแบบ มีผิวเรียบ และมีความเข้มของสีอยู่หลายระดับตั้งแต่สีน้ำตาลถึงดำและจะเข้มขึ้นอีกตามอายุ มักพบบนใบหน้า เช่น โหนกแก้ม แก้ม จมูก หน้าผาก คาง เป็นต้น
  • กระ (Freckles) เกิดจาเม็ดสีเมลานินนั้นมีความผิดปกติทำให้เกิดการผลิตเม็ดสีขึ้นมาเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน แต่กระจะมีลักษณะเป็นจุดขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลเข้ม กระจายตัวอยู่ตามผิวหนังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายสามารถเห็นขอบเขตของกระแต่ละจุดได้ชัดเจน ซึ่งจะแตกต่างจากฝ้าที่มีลักษณะเป็นแผ่นปื้น กระนั้นสามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีผิวขาว มักพบตามใบหน้า ลำคอหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่สัมผัสกับแสงแดดบ่อย ๆ เช่น โหนกแก้ม แก้ม จมูก หน้าผาก คอ หลังมือ เป็นต้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า กระ

  • การโดนรังสี UV จากแสงแดดแรง ๆ :  อย่างที่ทราบกันดีว่าในแสงแดดเต็มไปด้วยรังสี UV ทั้ง UVA และ UVB ในปริมาณที่มากที่สามารถทะลุผ่านผิวหนังและก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวมากมาย จากผลวิจัยพบว่า 70% ของการเกิดมาฝ้า กระ  มาจากแสงแดด เพราะแสงแดดจะไปกระตุ้นการทำงานของเม็ดสีเมลานินบริเวณผิวหนังโดยเฉพาะบริเวณผิวหน้า โหนกแก้ม ซึ่งเป็นบริเวณที่สัมผัสแสงแดดได้มากที่สุด ทำให้เกิดรอยฝ้า กระ มีจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ผิวดูหมองคล้ำ
  • กรรมพันธุ์ :  ซึ่งในบางคนสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เด็ก จากผลการวิจัยพบว่าหากมีพ่อแม่ที่เป็นฝ้า โอกาสที่จะถ่ายทอดมายังลูกมีมากถึง 30 – 50% และมักพบในคนเอเชียมากกว่าคนยุโรป และผู้ที่เป็นฝ้าจากกรรมพันธุ์ถ้ารักษาฝ้า กระ จุดด่างดำให้หายแล้ว จะมีโอกาสกลับมาเป็นฝ้าอีกสูงมาก
  • ฮอร์โมน : ร่างกายมีฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไป พบได้บ่อยในผู้หญิงที่การตั้งครรภ์ หลังคลอด ทานยาคุมกำเนิด ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและการรักษาด้วยฮอร์โมน จะทำให้ฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงและกระตุ้นให้เกิดฝ้า กระ ได้เช่นกัน
  • การใช้เครื่องสำอางที่มีสารเคมี : การใช้เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารเสตียรอยด์ สารปรอท นอกจากจะส่งผลเสียต่อร่างกายแล้วยังกระตุ้นให้เกิดฝ้ากระด้วย
  • ความเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ : นอกจากจะทำให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอย มีสิวง่ายขึ้น และหมองคล้ำแล้ว เมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) มากเกินไป ซึ่งจะไปเร่งการผลิตเม็ดสีเมลานินขึ้นมาใต้ผิวหนังก่อให้เกิดกระขึ้นมา
  • อายุ : เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น การผลิตเซลล์เม็ดสีใต้ผิวหนังจะมีการเปลี่ยนแปลง และกระบวนการผลัดเซลล์ผิวนั้นไม่สม่ำเสมอเป็นสาเหตุให้ผิวบางจุดมีสีเข้ม เป็นกระ
  • แสงสีฟ้า : จากคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และหลอดไฟ ทำให้เกิดความร้อนสะสม รบกวนเมลานีนหรือเม็ดสีผิว ทำให้เกิดฝ้าที่เด่นชัดขึ้น
  • มลภาวะ : ฝุ่น ควัน ทำให้ผิวอ่อนแอและเกิดการอักเสบ กระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ

ฝ้ากระมีลักษณะเป็นจุดหรือปื้นที่มีสีเข้มกว่าผิวหนังบริเวณรอบ ๆ ทำให้ผิวหมองคล้ำ ไม่สดใส

ลักษณะของฝ้า

“ฝ้า” หรือ Meslasma แบ่งได้เป็น 4 ชนิดหลัก ๆ โดยแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันดังนี้ 

  • ฝ้าตื้น (Epidermal) : มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีดำ มีขอบชัดเจน เป็นฝ้าที่เกิดในผิวหนังชั้นหนังกำพร้า (ผิวหนังชั้นนอก) ฝ้าชนิดนี้สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาทาฝ้าและการใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ลบเลือนฝ้าตื้นได้ดีขึ้น
  • ฝ้าลึก (Dermal) : มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอมฟ้า สีม่วงอมน้ำเงิน เป็นฝ้าที่เกิดในชั้นหนังแท้ทำให้มองเห็นขอบเขตฝ้าไม่ชัดเจน และมีสีที่จางกว่าฝ้าตื้น จึงจัดว่าเป็นฝ้าที่รักษายากกว่าฝ้าแบบตื้น ดังนั้นการรักษาด้วยยาทาฝ้าหรือการใช้ครีมกันแดด จะช่วยให้ปัญหาดีขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น แต่ไม่สามารถช่วยให้หายได้
  • ฝ้าแดด (Sunburn) : มีลักษณะเริ่มแรกเป็นสีออกน้ำตาลคล้ำ ดำ แดงหรืออมเทาม่วง ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลรักษา สีของฝ้าชนิดนี้ก็จะเข้มขึ้นเรื่อย ๆ ฝ้าชนิดนี้เกิดจากรังสี UVA และ UVB จากแสงแดด แสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และหลอดไฟ
  • ฝ้าเลือด (Vascular melasma) : มีลักษณะสีแดงปนน้ำตาล หรือมีลักษณะคล้ายเส้นเลือด ฝ้าเลือดเกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนัง ทำให้เส้นเลือดฝอยแตก และกระจุกบริเวณใต้ผิวหนัง ฝ้าเลือดเกิดได้จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การรับประทานยาคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ และการโดนแสงแดดมากเกินไป และสามารถเกิดขึ้นจากการใช้ครีมหรือเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น มีสารเสตียรอยด์ สารปรอท หรือการลอกผิวที่อันตราย เป็นต้น ทำให้ผิวหน้าบางและแพ้ง่ายกว่าปกติ โดยจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

ลักษณะของกระ

“กระ” หรือ Freckles แบ่งได้เป็น 4 ชนิดหลัก ๆ โดยแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันดังนี้ 

  • กระตื้น (Ephelides) : เป็นกระที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้า มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลขนาดเล็ก ไม่เกิน 0.5 cm สามารถเห็นขอบได้ชัดเจน มักจะเกิดขึ้นเป็นจุดหลายจุด กระจายทั่วบริเวณแต่เกาะตัวกันเป็นกลุ่มในบริเวณที่สัมผัสแสงแดดเช่น โหนกแก้ม จมูก หรือหากเป็นฝรั่งอาจพบได้บริเวณต้นแขนด้วยโดยเกิดจากเซลล์เม็ดสีทำงานผิดปกติจึงมีความไวต่อแสงแดดมากเป็นพิเศษ กระชนิดนี้อาจมีสีเข้มขึ้นหากมีการออกแดดเป็นระยะเวลานาน ซึ่งหากหลีกเลี่ยงแสงแดดแล้ว มีโอกาสที่จะจางได้เอง และเกิดจากพันธุกรรมมีผลให้เกิดกระตื้นในคนที่อายุน้อยได้เช่นกัน 
  • กระลึก (Nevus of Hori) : เป็นกระที่อยู่ชั้นลึกลงไป สีจุดจะจางกว่ากระตื้น มีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ มีสีน้ำตาลอ่อนหรือค่อนข้างไปทางฟ้า ม่วง และอาจเห็นขอบกระได้ไม่ชัดเจนเท่ากระตื้น มีผิวเรียบ กระจุกอยู่เป็นกลุ่มบนใบหน้า มักพบบริเวณโหนกแก้มทั้ง 2 ข้างและจมูก โดยเกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดสีบริเวณชั้นหนังแท้และถูกกระตุ้นโดยรังสี UV จากแสงแดด ร่วมกับฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นช่วงวัยรุ่นหรือช่วงตั้งครรภ์ โดยกระชนิดนี้อาจรักษาด้วยครีมได้ยากเพราะเม็ดสีที่เข้มขึ้นนั้นอยู่ลึกลงไป จึงต้องรักษาด้วยเลเซอร์กระถึงจะเห็นผลชัดเจน
  • กระแดด (Solar Lentigines) : เป็นกระที่พบได้บ่อยมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ขอบเขตชัด ขนาดเล็ก เกิดจากแสงแดดและอายุที่มากขึ้น ซึ่งสามารถพบได้ในบริเวณที่โดนแสงแดดเป็นประจำ เช่น ใบหน้า โหนกแก้ม แขน ขา หลังมือ เป็นต้น กระชนิดนี้เกิดขึ้นในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ทำงานกลางแดดเป็นเวลานาน และอาจเกิดขึ้นกับผู้ที่มีปัญหาในเรื่องฮอร์โมนจนแสดงออกทางผิวหนังได้
  • กระเนื้อ (Seborrheic Keratosis) : พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากขึ้นมีลักษณะเป็นเม็ดสีน้ำตาลอ่อนจนไปเข้มและดำ มักเริ่มจากเป็นเม็ดขนาดเล็กแล้วค่อย ๆ ขยายขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงมีสีเข้มขึ้น เนื้อนูนขึ้นจากผิวชัดเจน เกิดจากการที่หนังกำพร้ามีการเจริญเติมโตมากจนผิดปกติ มักพบบริเวณใบหน้า คอ แขน และลำตัว โดยมีสาเหตุจากพันธุกรรม แสงแดด และวัยที่มากขึ้น รักษาได้ด้วยการเลเซอร์กระ

ในแต่ละคนก็อาจมีทั้งฝ้าและกระหลายชนิด ซึ่งจะต้องค่อย ๆ ดูแลและรักษาให้ถูกวิธี หากไม่แน่ใจว่าเป็นฝ้าหรือกระชนิดไหนการมาปรึกษาแพทย์และวางแผนการรักษาที่ถูกวิธีจะช่วยให้การรักษาฝ้าและกระอย่างมีประสิทธิภาพฝ้า กระ จางลงและมีความปลอดภัย

วิธีรักษาฝ้า กระ

ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาฝ้า กระ หลายวิธี ซึ่งในแต่ละวิธีก็ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปด้วย สามารถใช้การรักษาหลาย ๆ วิธีเพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุดได้ แต่สำหรับฝ้ายังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถช่วยให้ฝ้าจางลงได้และจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานและควรมีวินัยในการใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน

  • การทำทรีทเม้นท์ : เป็นการผลักวิตามินบำรุงเป็นกลุ่มของไวท์เทนนิ่งหรือตัวยาที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวลดการสร้างเม็ดสีลงหรือว่าจะเป็นการใช้ตัวยาเข้าไปสู่ผิว
  • การทายารักษาฝ้า กระ : เป็นการใช้ยารักษาฝ้าในรูปแบบครีมที่มีส่วนผสมที่ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี เช่น ยากรดวิตามินเอหรือเรตินอยด์ ยากลุ่มทรานิซามิก ครีมทาที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ ครีมไวท์เทนนิ่งอื่น ๆ มีข้อควรระวังคือก่อนใช้ควรปรึกษาแพทย์ครับ เพราะหากใช้ในปริมาณมากเกินไปอาจเกิดอันตรายต่อผิวหนัง เช่น เป็นผื่นแพ้ ระคายเคือง แสบร้อน อักเสบ ผิวไหม้
  • การทำเมโสหน้าใส หรือเมโสฝ้ากระ : เป็นการฉีดวิตามินผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินต่าง ๆ เช่น vitamin ABCE, Transamin, Glutathione ฉีดเข้าในชั้นผิวโดยตรงและได้อย่างเฉพาะจุด โดยจะใช้เข็มสะกิดหรือฉีดที่ใต้ผิวไปทั่วบริเวณใบหน้าและจุดที่เป็นฝ้า กระ ซึ่งทำให้ออกฤทธิ์ได้ไวยิ่งขึ้น สามารถช่วยลดเลือนรอยฝ้าและกระ ผิวกระจ่างใสขึ้น รวมถึงยังช่วยแก้ปัญหารูขุมขนกว้าง เสริมสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้นให้ผิว 
  • การทำเลเซอร์ทำลายเม็ดสีเมลานิน : เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงและยังได้รับมาตรฐานความปลอดภัย และเห็นผลจริงเร็วกว่าการทาครีม  การรักษาด้วยเลเซอร์  จะใช้ลำแสงเลเซอร์ยิงลงไปบริเวณที่เกิดฝ้าโดยตรงและทำลายเซลล์สร้างเม็ดสีด้วยความร้อนโดยไม่ก่อให้เกิดแผลเป็น ซึ่งชนิดของเลเซอร์ฝ้าที่นิยมในปัจจุบันมีอยู่หลากหลายตัวด้วยกัน เช่น กลุ่ม Q-switch, กลุ่ม Fractional laser, NdYAG หรือว่าตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Picosecond แต่ถ้าเป็นเลเซอร์ลดฝ้าเลือด เช่น Vbeam (E-lase) เป็นต้น

การรักษาฝ้า กระ ควรอยู่ใต้การดูแลของแพทย์เพื่อความปลอดภัยลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ และการรักษาด้วยเลเซอร์แม้จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยได้รับความนิยมสูงก็ควรเลือกรักษากับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ การเลือกเครื่องเลเซอร์ให้เหมาะกับกลุ่มฝ้า กระ เพราะหากเลือกเครื่องเลเซอร์ที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ฝ้า กระ เข้มขึ้นได้ที่ The Signature Clinic มีบริการรักษาฝ้ากระหลายวิธีด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้การดูแลและวางแผนการรักษาที่เหมาะกับเฉพาะบุคคลเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดครับ         

The Signature Clinic  เครื่องแท้ได้รับการรับรองจาก US FDA

เลือกคลินิกรักษาฝ้า ที่ไหนดี?

สำหรับคนที่กำลังมองหาคลินิกรักษาฝ้า กระที่ได้มาตรฐาน และปลอดภัย หมอมีแนวทางการพิจารณาดังต่อไปนี้ครับ

  • เป็นคลินิกที่มีเลขใบอนุญาต 11 หลัก จากกระทรวงสาธารณสุข แสดงให้เห็นชัดเจน   
  • ดำเนินการโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ และมีใบประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้อง
  • คลินิกมีรีวิวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อแสดงให้เห็นผลลัพธ์การรักษาฝ้า กระจากคนจริง
  • มีการนัดติดตามผลการรักษา และแพทย์แนะนำวิธีการปฏิบัติตัวหลังทำอย่างใกล้ชิด
  • มีช่องทางติดต่อสะดวก สามารถปรึกษาหรือสอบถามข้อสงสัยกับแพทย์เจ้าของเคสได้โดยตรง
  • คลินิกสะอาด เครื่องมือมีความสะอาด ใหม่ มีราคาที่สมเหตุสมผล
  • คลินิกใช้เครื่องแท้ผ่านมาตรฐานรองรับจากบริษัทอย่างเช่นเครื่อง Picosure Pro จากบริษัท Cynosure ผู้ผลิตเครื่องเลเซอร์ชั้นนำของโลกเป็น Picosecond เครื่องแรกที่ได้รับการรับรอง FDA-cleared
Share the Post:

บทความอื่น ๆ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save
Scroll to Top